Skip to content

ปัญหาการเงินทางเศรษฐกิจสินค้าและบริการของประเทศ

1

ระบบการเงินทั้งในส่วนของแบงก์ ตลาดเงิน ตลาดทุน และธุรกิจประกัน เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ที่พูดเช่นนี้เพราะว่า ภาคการเงินไม่เพียงแต่เป็นแหล่งสำคัญในการจ้างงาน ที่ให้ผลตอบแทนสูงกับประเทศเท่านั้น แต่ภาคดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญ เป็นตัวช่วย ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับประเทศ โดยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ เพิ่มเครื่องมือที่จะใช้บริหารความเสี่ยง และเป็นช่องทางจัดสรรเงินออมที่มีอยู่จำกัดในประเทศ และเงินที่ไหลเข้ามาจากต่างประเทศให้ไปยังภาคเศรษฐกิจที่เหมาะสม ที่จะเป็นอนาคตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมประเทศต่างๆ จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะพัฒนาภาคการเงินของตนให้มีประสิทธิภาพ มีความสมดุล มีเสถียรภาพ และพยายามแย่งชิงกัน ที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคของตน ดังเช่นกรณีของสิงคโปร์ ฮ่องกง อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน เป็นต้น

สำหรับไทย แม้เราจะพยายามพัฒนาระบบการเงินของประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อไปเทียบกับหลายๆ ประเทศแล้วยังพบว่า ระบบการเงินไทยยังอยู่ในระยะเบื้องต้น ที่ระบบและเครื่องมือต่างๆ ยังต้องพัฒนาอีกมาก อีกทั้งบางภาคส่วน เช่น ตลาดทุนไทยก็กำลังสูญเสียความน่าสนใจเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ปัญหาของระบบการเงินไทยไม่ใช่การจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินแข่งกับประเทศอื่นๆ (เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว ในแต่ละภูมิภาคคงมีศูนย์กลางทางการเงินได้ไม่กี่แห่ง ถ้ามัวแต่ไปมุ่งหวังตรงนั้น ก็จะกลายเป็นการเพ้อฝันไป) ประเด็นจริงๆ อยู่ที่ว่า เราจะพัฒนาให้ระบบการเงินไทยสามารถให้บริการแก่ประชาชนอย่างดียิ่งได้อย่างไร ซึ่งมีอยู่ 3-4 ด้านที่เราต้องเร่งรีบแก้ไข คือ ต้นทุนด้านการเงินที่ยังอยู่ในระดับที่สูง เห็นได้จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่สูง ตลาดทุนเองก็ยังลึกไม่เพียงพอ ทำให้ต้นทุนในการระดมเงินของภาคเอกชน และต้นทุนการซื้อขายตราสารต่างๆ ยังอยู่ในระดับที่สูงเช่นกัน ความไม่ครบถ้วนของเครื่องมือที่จะใช้ในการบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน ในส่วนนี้ เห็นได้ชัดว่าเครื่องมือต่างๆที่ภาคเอกชนและภาคครัวเรือน จะใช้ในการบริหารความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ สุขภาพ การเกษียณอายุ และการประกันภัยต่างๆ แม้จะพอมีบ้าง ก็ยังขาดอีกมาก อีกทั้งทางเลือกในการลงทุนก็มีอยู่จำกัด การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ผู้ที่ใช้บริการทางการเงินในระดับล่าง ในต่างจังหวัดและในชนบท รวมถึงวิสาหกิจขนาดเล็ก ยังไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการทางการเงิน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเรื่องของรายได้ที่คนในชนบทมีรายได้ไม่มากนัก จากการขาดความรู้ทางการเงิน จากการขาดสินทรัพย์ค้ำประกัน และบัญชีที่น่าเชื่อถือ ทำให้บริการทางการเงินส่วนมากอยู่เฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพ หัวเมืองใหญ่ และบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น

บริการด้านแหล่งเงินทุนที่ควรรู้

การเริ่มต้นทำธุรกิจเงินทุนถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จำเป็นต้องใช้ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ สำหรับนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับอีกหลายคนที่ไม่เป็นเช่นนั้นก็จำต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อกู้ยืม ทั้งนี้จะแนะนำแหล่งเงินทุนต่างๆให้ได้รู้จัก

1.ครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อน ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีที่สุด เพราะด้วยความคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้ไม่ต้องวิ่งวุ่นหาหลักประกันหรือคนค้ำสัญญาให้วุ่นวาย ระยะเวลาดำเนินการก็สั้นอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียก็อาจจะน้อยกว่าการกู้จากแหล่งอื่นๆ ทั้งยังสามารถขอยืดระยะเวลาปลอดหนี้ไปได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการกู้เงินลงทุนจากที่อื่น

2.เครดิตการ์ด มีประโยชน์มากโดยเฉพาะในเรื่องการจัดการกระแสเงินสดในระหว่างการทำธุรกิจ เช่น ถ้าสั่งซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายแล้วใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินก็จะสามารถยืดระยะเวลาชำระเงินไปได้อีก ถ้าวงเงินที่ต้องชำระไม่พอ ก็อาจจะใช้วิธีเปิดบัตรเครดิตมากกว่าหนึ่งใบก็ได้

3.สถาบันทางการเงิน เช่น ธนาคาร เป็นแหล่งเงินกู้ที่นักธุรกิจรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะให้วงเงินในการกู้ยืมที่ค่อนข้างสูงอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมกว่าแหล่งอื่นๆ แต่ละธนาคารต่างก็สนใจระบายเงินฝากที่มีมากโดยออกมาในรูปแบบสินเชื่อต่างๆ ที่กำลังมีบทบาทมากในวงการธุรกิจ อย่างเช่น สินเชื่อ SMEs

4.ลิสซิ่ง มีประโยชน์มากในกรณีที่ต้องการอุปกรณ์ทางธุรกิจต่างๆ เช่น เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ เพื่อมาใช้สอยในการประกอบการ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินส่วนที่จะเอาไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อมาซื้อ

5.เงินกู้นอกระบบ การพิจารณาจะรวดเร็วและสะดวกกว่าการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงิน แต่ข้อเสียจะเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก ดังนั้นจึงควรพิจารณาทางเลือกนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการหาแหล่งเงินทุน

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปหาเงินทุนจากแหล่งเงินทุนไหนควรจะคิดให้รอบคอบ เพราะแต่ละแห่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันซึ่งควรจะเตรียมตัวให้พร้อมโดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและจัดทำแผนธุรกิจที่น่าเชื่อถือ

ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อมีที่ปรึกษาทางการเงิน

indexโลกขององค์กรธุรกิจในทุกวันนี้มีความท้าทายและเต็มไปด้วยความซับซ้อน ธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ ผลจากเหตุการณ์ภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมจากการจัดการของบริษัทในทุกๆ ด้าน สถานการณ์เรื่องภาษีมีความซับซ้อนมากขึ้น ความล้มเหลวของบริษัทชั้นนำอันเนื่องมาจาก การบริหารงานที่ผิดพลาดหรือเรื่องอื้อฉาว ได้ลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงบีบให้เราต้องหาวิธีในการหาแหล่งทุนหนทางใหม่ จึงต้องมีที่ปรึกษาทางการเงิน เพราะว่าที่ปรึกษาด้านการเงินจะให้ความช่วยเหลือคุณตั้งแต่เริ่มต้นโครงการหรือกระบวนการผลิตใหม่ เรามีวิธีการที่เป็นนวัตกรรมทางการเงินเพื่อสนองความต้องการของคุณ โดยการแก้ปัญหาและการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานด้วยเกณฑ์ระดับสูง เราทราบว่าลูกค้าแต่ละรายนั้นแตกต่างกัน เราจึงมีบริการแก้ปัญหาที่ออกแบบตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

ที่ปรึกษาทางการเงินบริการธุรกิจที่ปรึกษา ประกอบด้วย
1. งานที่ปรึกษาเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน / ไม่ลงทุน
งานที่ปรึกษาในขั้นของการริเริ่มโครงการ งานที่ปรึกษาประเภทนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการนำทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในอนาคต มาใช้ควบคู่กับข้อมูลทางธุรกิจ ทฤษฎีกลุ่มนี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ธุรกิจในด้านของการทำกำไร และการประมาณการกระแสเงินสดเพื่อพิจารณาสภาพคล่องของกิจการ ได้แก่
- การจัดทำประมาณการกระแสเงินสด
- การหาความคุ้มค่าของการลงทุน
- การจัดทำประมาณการงบการเงิน
- การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน

2. งานที่ปรึกษาสำหรับการขอสินเชื่อ
เนื่องจากปัจจุบันการพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ได้เปลี่ยนรูปแบบจากการพิจารณา หลักประกันเป็นสำคัญ มาเป็นการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้โดยดูจากตัวเลขทางบัญชี และประมาณการกระแสเงินสด ผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่เคยจัดทำบัญชี ตามมาตรฐานจึงมีปัญหาอย่างมากในการเตรียมข้อมูล ในขณะที่สถาบันการเงินเองก็ไม่มีบุคลากร ในการจัดทำข้อมูลให้ลูกค้าและอาจไม่ได้รับขอมูลที่ถูกต้อง ที่ปรึกษาทางการเงินจึงมีบทบาทอย่างมากใน ธุรกรรมประเภทนี้

งานที่ที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องทำประกอบด้วย การพิจารณาข้อมูลในอดีตด้วยการวิเคราะห์งบการเงิน เพื่อพิจารณาข้อผิดพลาดในการบริหารงาน และปรับอัตราส่วนทางการเงินให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ที่สถาบันการเงินจะยอมรับได้ เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสในการกู้เงิน นอกจากนี้ต้องพิจารณาประมาณ การกระแสเงินสดของโครงการว่ามีเงินเหลือเพียงพอต่อการชำระหนี้คืนหรือไม่ ด้วยการจัดทำ ประมาณการกระแสเงินสด

3. งานที่ปรึกษาสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้
เป็นงานที่มีบทบาทอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงมีบทบาทต่อไปในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าจนกว่าปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะหมดไปจากสถาบันการเงิน หรือบรรษัทบริหาร สินทรัพย์ที่จะตั้งขึ้นมารองรับหนี้ดังกล่าว
งานหลักของที่ปรึกษาการเงินประเภทนี้คือ การทำความเข้าใจกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์และข้อจำกัดของทั้งสถาบันการเงินและลูกหนี้ การทำความเข้าใจธุรกิจของลูกหนี้และการจัดทำประมาณการกระแสเงินสด พร้อมทั้งจัดรูปแบบและเงื่อนไขของสินเชื่อใหม่ เพื่อให้การชำระคืนมีความเป็นไปได้ตาม Cash Flow Projection

4. งานที่ปรึกษาเพื่อกำหนดมูลค่ากิจการ
ในอดีตการระดมทุนผ่านตลาดทุน จำกัดเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ แต่ในปัจจุบันอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากการเร่งจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ใหม่ หรือ Market for Alternative Investment (MAI) โดยหวังว่าตลาดทุนในประเทศไทย จะได้รับความสนใจ จากผู้ลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศมากขึ้น ธุรกิจที่ปรึกษาเพื่อกำหนดมูลค่ากิจการ
หรือกำหนดราคาหุ้นจึงน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต

5. งานที่ปรึกษาทางการเงินรายเดือน
เป็นการให้บริการแก่ลูกค้าสำหรับระยะเวลาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่งานที่ทำให้ลูกค้า จะเกี่ยวข้องกับ
- งานการบริหารการเงิน
- งานวางระบบทางบัญชีและภาษี อากร
- งานบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

บริการที่ให้คำปรึกษาทางการเงิน

การทำธุรกิจเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนนั้นสำคัญยิ่งกว่าการมีที่ปรึกษามืออาชีพที่คอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา บริหารเครดิต เพิ่มศักยภาพทางการเงินให้กับท่าน ย่อมส่งผลให้การวางแผนดำเนินการจัดหาสินเชื่อ จัดหาแหล่งเงินทุนของท่านได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนอันยุ่งยากจากการติดต่อกับสถาบันการเงินและขั้นตอนทางกฏหมายต่างๆ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จากสถาบันการเงินต่างๆ ให้กับท่านได้อย่างง่ายดาย

การให้คำปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษาช่วยให้ทุกประเภทของธุรกิจค้นหาและใช้โซลูชั่นที่หลากหลายของปัญหารวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เริ่มต้นขึ้น, การตลาด, การผลิต, กลยุทธ์การจัดโครงสร้างองค์กร,ตามอนามัยสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยเทคโนโลยีและการสื่อสาร นอกจากขนาดของการดำเนินงานและด้านการพิเศษที่ปรึกษาสามารถแบ่งได้ในหลายวิธีอื่นๆ ตัวอย่างเช่นผู้ให้คำปรึกษาที่ปรึกษาวิเคราะห์ปัญหาและเปลี่ยนคำแนะนำไปยังลูกค้า แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการของการแก้ปัญหา ในทางตรงกันข้ามผู้ให้คำปรึกษาในการดำเนินงานยังคงอยู่ในมือให้ความช่วยเหลือลูกค้าในการดำเนินการที่เหมาะสมหรือในบางกรณีจะจัดการกับการดำเนินการ โดยความช่วยเหลือของลูกค้า

บริการให้คำปรึกษาทางการเงิน มีความสัมพันธ์กับผู้ให้กู้หลายด้านบนซึ่งจะช่วยให้เรามีความสามารถที่จะหาเงินกู้ที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าของเราได้ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่เป็นไปได้ และค่าใช้จ่าย หาเงินกู้ที่ตรงกับความต้องการของคุณที่คุณสามารถชำระค่าใช้จ่ายของคุณโดยไม่ต้องใส่ภาระใดๆ ในกระเป๋าของคุณและค่าใช้จ่ายประจำวันของคุณ

บริการนี้จะเหมาะสำหรับ
- ผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ ต้องการเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังไม่รู้ขั้นตอน วิธีการ เงื่อนไข และวิธีดำเนินการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
- ผู้ที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วในปัจจุบัน ต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการ การบริหารจัดการทรัพย์สิน หนี้สิน ให้เป็นไปตามความต้องการ
- ผู้ที่มีหนี้สินกับสถาบันการเงินต่างๆ ต้องการให้เราบริหารจัดการหนี้ โอนภาระหนี้ ลดหนี้ ให้กับท่าน ต้องการที่ปรึกษาทางกฏหมาย ในการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฏหมาย เป็นทนายว่าความ หรือต่อสู้คดีต่างๆ
- บุคคลทั้วไปที่มีอาชีพ มีงานประจำ ต้องการวางแผนขอสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งใหม่ – มือสอง สินเชื่อรถยนต์ ทั้งรถยนต์ใหม่ – มือสอง
- ผู้ที่กำลังวางแผนเปิดกิจการ จดทะเบียนบริษัท วางแผนทางการเงินในธุรกิจ จัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน ให้ตรงตามเจตนารมย์ของท่าน

อย่างไรก็ตามใครที่สนใจในบริการของการให้คำปรึกษาทางการเงินก็ควรที่จะหาข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ในด้านต่างๆให้ดีก่อน เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณได้

ผักและผลไม้ นับเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล

ภาพรวมการส่งออกผักและผลไม้ของไทยยังมีปัญหา และอุปสรรคที่สำคัญคือเรื่องความแปรปรวนของสภาพอากาศที่กระทบต่อการผลิต พื้นที่เพาะปลูกมีขนาดเล็กทำให้ต้นทุนการจัดการ และควบคุมคุณภาพการผลิตมีราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมถึงขาดระบบขนส่ง และโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ตลาดส่งออกหลายแห่งยังมีการออกกฎระเบียบที่ทำให้การส่งผักและผลไม้ไปจำหน่ายทำได้ยากขึ้น เช่น สหภาพยุโรปที่มีการออกกฎระเบียบให้มีการตรวจสินค้าผักไทย เพื่อตรวจยาฆ่าแมลงตกค้าง การปนเปื้อนทางจุลชีววิทยา และแมลงศัตรูพืชอย่างเข้มงวด เป็นต้น ผักและผลไม้นับเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล โดยในแต่ละปีไทยมียอดการส่งออกผัก ผลไม้ ทั้งรูปของสด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง รวม 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15-20% ซึ่งเป็นเพราะผลผลิตผักผลไม้ของไทยมีความหลากหลายและต่อเนื่องตลอดปี ทำให้มีความได้เปรียบด้านประเภทสินค้า และมีความยืดหยุ่นด้านปริมาณการส่งออก ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ รสชาติดีเป็นที่นิยม และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในต่างประเทศ

ตลาดส่งออกที่สำคัญของสินค้าผักและผลไม้ไทย ได้แก่ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนรวม 79% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีตลาดอื่นที่มีอัตราการขยายตัวสูง เช่น พม่า ที่ตลาดมีการขยายตัวถึง 45% และเกาหลีใต้ ที่ตลาดมีการขยายตัวอยู่ที่ 20% ในส่วนของตลาดจีน แม้ว่าปัจจุบันจีนจะมีฐานะเป็นประเทศคู่แข่งในตลาดผักและผลไม้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้บริโภครายใหญ่ และหลายมณฑลยังเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าอีกด้วย โดยผลไม้ที่ได้รับความนิยมในจีน ได้แก่ ลำไย มังคุด ทุเรียน กล้วยไข่ เงาะ รวมถึงมะม่วง และชมพู่ ซึ่งมีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ไปจนถึงร้านขายผลไม้ขนาดเล็ก

นอกเหนือจากตลาดในจีนและอาเซียนแล้ว ผักและผลไม้ของไทยยังได้รับความนิยมในตลาดอาหรับ เช่น คูเวต บาห์เรน และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยเนื่องจากผลไม้ไทย เช่น มะม่วง เงาะ มังคุด เป็นที่นิยม และที่รู้จักของผู้บริโภคท้องถิ่นประกอบกับไม่สามารถหาสินค้าพื้นเมืองทดแทนได้ และในบางประเทศมีภูมิอากาศแห้งแล้งไม่สามารถเพาะปลูกได้ จึงส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าผักและผลไม้อย่างต่อเนื่อง ในตลาดยุโรป เช่น กรีซ และสวิตเซอร์แลนด์ สับปะรดแห้ง และสับปะรดแช่อิ่มจากไทยได้รับความนิยมค่อนข้างสูง เนื่องจากมีคุณภาพและรสชาติดี แต่เนื่องจากสับปะรดนำเข้าจากไทยมีราคาสูงกว่าที่นำเข้าจากภูมิภาคอเมริกาใต้หรือแอฟริกา จึงทำให้ส่วนแบ่งตลาดในสวิตเซอร์แลนด์ยังไม่มากนัก

สำหรับตลาดในสหรัฐอเมริกานั้น ผลไม้ไทยที่เป็นที่ต้องการของตลาดสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก ได้แก่ มังคุด, ลำไย และเงาะ ขณะที่ตลาดในรัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐใกล้เคียงมีความต้องการบริโภคมะม่วงที่สูงมาก นอกจากนี้มะพร้าวอ่อนน้ำผลไม้กระป๋องเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำลำไย, น้ำมังคุด หรือน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพจากโครงการหลวงก็มีการส่งไปจำหน่ายในสหรัฐฯ เช่นกัน และมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าที่ควร ส่วนมะม่วงจากไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับมะม่วงจากเม็กซิโกได้ เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งทางอากาศที่สูงและคุณภาพมะม่วงที่ไม่มีความทนทานกับการขนส่งที่ใช้เวลาทางเรือได้