Skip to content

ตลาดการเงินเริ่มกังวลสถานการณ์คลังของอิตาลีอย่างหนักในปัจจุบัน

1

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ความสนใจของคนไทยอยู่ที่เรื่องน้ำท่วมและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับเพิ่มขึ้นตลอดจนดูเหมือนว่า ถ้าใครไม่ได้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเงินโลก อาจจะคิดว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือวิกฤติการเงินโลกผ่อนคลายลงแล้ว แต่ในมุมมองของผม กลับพบว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง การประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปและการประชุมสุดยอดผู้นำ G-20 นั้นไม่ได้มีมาตรการที่แข็งกร้าวในการแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้สินยุโรปอันเป็นต้นตอสำคัญที่จะส่งผลลบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก โดยกลุ่มผู้นำที่ควรได้รับการตำหนิมากที่สุดคือ กลุ่มผู้นำยุโรปที่เป็นสมาชิกสกุลเงินยูโร 17 ประเทศ เพราะไม่ได้ผนึกกันเป็นหนึ่งเดียวในการแก้ปัญหา โดยผู้นำ EA แถลงว่าจะเพิ่มวงเงินในกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป ในวงเงิน 1 ล้านล้านยูโรจากวงเงินเดิมที่มีอยู่ 4.4 แสนล้านยูโร โดยวงเงินที่เพิ่มประมาณ 5.6 แสนล้านยูโรนั้นจะมาจากกลุ่มประเทศ BRICS

โดยที่ผู้นำประเทศ BRICS ไม่ได้รู้เรื่องมาก่อนเลยว่าจะต้องเป็นแหล่งเงินทุนในการแก้ไขปัญหายุโรป มิหนำซ้ำก่อนหน้านั้น มีการโยนหินถามทางไปยังประเทศจีนว่าจะมาลงทุนในพันธบัตร EFSF จนนายกรัฐมนตรีจีน ต้องออกมาระบุว่าให้ยุโรปกลับไปจัดการปัญหาในบ้านของตนให้เรียบร้อยก่อนอย่างไรก็ตาม ผู้นำ BRICS โดยเฉพาะจีนและรัสเซียสนใจจะเพิ่มทุนและสิทธิออกเสียงในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่ได้รับการขัดขวางจากสหรัฐอเมริกา เพราะไม่ต้องการให้อิทธิพลของจีนแผ่ขยายไปมากกว่านี้ แม้ว่าหลังจากประชุมสุดยอดผู้นำ นายกรัฐมนตรีกรีซและอิตาลีจะลาออกและเปิดทางให้ ขุนนางนักวิชาการ มากู้ชาติแทน แต่ดูเหมือนว่า ขุนนางนักวิชาการ 2 ท่าน คือ ศาสตราจารย์ ลูคัส ปาปาเดมอส และนายมาริโอ มอนติ อาจจะจะไม่สามารถกู้ชาติกรีซและอิตาลี ตามลำดับ ให้กลับขึ้นมาได้ในเร็ววัน ตลาดการเงินเริ่มกังวลสถานการณ์คลังของอิตาลีอย่างหนักโดยหลังจากที่อิตาลีได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และมีออกจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ย. 54 พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ที่ 6.29 % สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งๆที่การออกจำหน่ายพันธบัตรในมูลค่า 3 พันล้านยูโรนั้นมีแรงซื้อจากธนาคารกลางยุโรป เป็นแรงสำคัญ แต่ดูเหมือนว่าตลาดการเงินจะเริ่มประเมินความเสี่ยงอิตาลีนั้นมีอยู่สูงจึงเรียกร้องผลตอบแทนในระดับสูง

วิธีเบื้องต้นในการชำระหนี้ เมื่อธุรกิจถึงทางตัน

เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญในการค้าขาย หากขาดสิ่งนี้ไปอาจทำให้กิจการล้มเหลวหรือหยุดชะงักได้ ทำให้ผู้ค้าขายจำเป็นต้องอาศัยการกู้ยืมเงินเพื่อต่อลมหายใจให้ธุรกิจ แต่อย่าลืมว่าหากกู้เงินมาแล้ว ทางเจ้าของกิจการไม่สามารถบริหารการเงินได้ อาจทำให้จากเจ้าของกิจการต้องกลายเป็นลูกหนี้ในทันที ดังนั้นวิธีการจัดการหนี้ที่ได้ผลดี มีดังนี้

1.อาศัยการเจรจา โดยผู้ประกอบการต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลของการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้นการเจรจาพูดคุยขอประนอมหนี้จึงเป็นวิธีการอย่างแรกที่ควรจะต้องกระทำมากที่สุด เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการยืดเวลาการชำระหนี้ออกไป หรือลดจำนวนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะส่ง

2.ยอมรับและเสียค่าปรับในอัตราที่กำหนด คือหนึ่งในวิธีการที่สามารถพึงกระทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ค่าปรับที่ใช้คิดสำหรับการผิดนัดชำระเงินมักจะคิดในอัตราที่ค่อนข้างสูงมาก

3.ยื่นความจำนงส่งดอกเบี้ยทดแทนเงินต้น ผู้ประกอบการก็สามารถยื่นความจำนงไปยังสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เพื่อขอเจรจาส่งดอกเบี้ยทดแทนเงินต้นที่ต้องชำระไปก่อนก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากทางฝั่งเจ้าหนี้ด้วยวิธีการนี้จึงจะได้ผล

4.ขอยืดเวลาการชำระหนี้ เป็นหนึ่งในวิธีการที่ได้รับความนิยมมาก โดยผู้ประกอบการจะต้องเข้าไปดำเนินการเจรจากับเจ้าหนี้ด้วยตนเองเพื่อขอให้เขายืดเวลาการชำระหนี้ของผู้ประกอบการให้ยาวนานขึ้น ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับโครงสร้างหนี้ของตนเองให้มีสภาพคล่องมากขึ้นได้

5.การรีไฟแนนซ์ สัญญาการกู้เงินฉบับปัจจุบันที่ค่อนข้างจะรัดตัวมากเกินไป การรีไฟแนนซ์จึงเป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ โดยผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาทางเลือกของข้อเสนอทางการเงินที่ดีขึ้นกว่าสัญญาฉบับปัจจุบัน แล้วจึงเลือกทำข้อตกลงกับข้อเสนอที่ดีที่สุดโดยขอให้ผู้ประกอบการเลือกพิจารณาในข้อเสนอที่จะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้

6.ยื่นข้อแลกเปลี่ยนด้วยหุ้นของบริษัท โดยทั้งนี้ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้จะเป็นผู้พิจารณาดูเองว่าการเข้ามาถือหุ้นธุรกิจในบริษัทของผู้ประกอบการนั้นมันคุ้มค่ากับเงินกู้ที่เขาได้เสียไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ผู้ประกอบการจึงควรต้องยื่นขอเสนอในเรื่องการแลกเปลี่ยนหุ้นเพื่อชดเชยหนี้สิน

ท้ายที่สุดแล้วหากกิจการไม่สามารถเดินต่อไปได้ การปิดกิจการแล้วนำทรัพย์สินออกมาขายทอดตลาดดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ส่วนใหญ่วิธีนี้จะเป็นวิธีสุดท้ายที่ผู้ประกอบการจะทำ เนื่องจากได้มีการวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนที่จะทำการกู้ ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนทางการกู้ที่ดีก่อนจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง

ปัญหาทางการเงินส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์สินค้าและบริการมากมาย

1

การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนี้ทำให้บริษัทวาณิชธนกิจหรือบรรษัทเงินทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปต้องขาดทุน และล้มละลาย เช่น กลุ่มบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสี่ของสหรัฐอเมริกา มีอายุเก่าแก่ถึง 158 ปี เป็นเจ้าของธนาคารและสถาบันการเงินประเภทต่างๆที่เป็นนายหน้ารายหลักของการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน บริษัทมีการลงทุนทั่วโลกทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนและยังเป็นนายหน้ารายใหญ่ในตลาดอนุพันธ์ ในตลาดการเงินต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งมีบริษัทบัตรเครดิต American Express ซึ่งมีสาขาทั่วโลกทั้งที่ลอนดอน โตเกียว กลุ่มบริษัทเลห์แมนบราเธอร์ส มีขนาดทางธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2007และมีประมาณการรายได้สุทธิของปี 2007 อยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินทรัพย์ของบริษัท ณ สิ้นปี 2007 อยู่ที่ 691 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า 26,000 คน และเคยผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ตลอดทั้ง 150 กว่าปีของการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ต้องมาล้มละลายลงเนื่องจากบริษัทในเครือ BNC Mortgage ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าสินเชื่อซับไพรม์และเกิดปัญหาหนี้เสียมหาศาลจนต้องปิดกิจการ ทำให้บริษัทขาดทุนประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทขาดความเชื่อมั่นและเกิดความเสียหายลุกลามต่อเนื่องไปจนถึงบริษัทแม่

ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2008 กลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์สมียอดขาดทุนถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้บริษัทต้องขายสินทรัพย์ออกไปถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หุ้นของบริษัทมีมูลค่าลดลงถึงร้อยละ 73 และมีแนวโน้มจะลดลงต่อไปเรื่อยๆและในที่สุดบริษัทต้องขอความคุ้มครองตามมาตรา 11 ของกฎหมายการเงินสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้บริษัทที่มีปัญหาทางการเงิน ประกาศขอล้มละลาย และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อีก 2 แห่ง ได้แก่ Merrill Lynch และ American International Group (AIG) และต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระทบถึงสถาบันการเงินทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อซับไพรม์มากเกินไปจนเกิดหนี้สูญจำนวนมหาศาล รวมทั้งสถาบันการเงินอื่นๆในต่างประเทศที่ร่วมลงทุนในตราสารอนุพันธ์ซีดีเอส ส่งผลทำให้สถาบันการเงินของโลกต้อง ได้รับผลกระทบประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ขาดความมั่นคงและต้องปิดกิจการ ทางภาครัฐบาลร่วมกับธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องนำเงินงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐที่ทำหน้าที่ให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น Fannie Mae and Freddie Mac บริษัทประกัน American International Group (AIG) มูลค่าการช่วยเหลือสถาบันการเงินในเบื้องต้นประมาณ 11 ล้านล้านบาท ซึ่งมีขนาดมากกว่า GDP ของประเทศไทย ทั้งนี้ไม่สามารถช่วยสถาบันการเงินได้ทั้งหมด

นโยบายการเงินเพื่อดูแลสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยถือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด

ดังนั้นอัตราเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่แล้วจะถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก และหากพิจารณาถึงการนโยบายการเงินในปัจจุบันของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือ ญี่ปุ่น เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้ต่างก็ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงจนเข้าใกล้ศูนย์ พร้อมๆกับการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย และด้วยความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยระดับใกล้ศูนย์ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ อาจส่งผลให้มีเงินไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูดกว่า

นับเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญนโยบายหนึ่งในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายที่ใช้ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของประเทศโดยมีเป้าหมายสูงสุด คือการสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ธนาคารกลางหรือเจ้าหน้าที่ทางการเงินของประเทศจะมีการนำเครื่องมือของนโยบายการเงินในลักษณะต่างๆมาใช้ ทั้งนี้เพื่อทำให้ปริมาณเงินมีขนาดพอเหมาะกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาโดยไม่เกิดความผันผวนมากจนเกินไป ซึ่งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยเครื่องมือของนโยบายการเงิน

นโยบายการเงิน เป็นการกำหนดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจหรือการดูแลสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจให้มีความเหมาะสมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายดังกล่าว คือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ซึ่งในปัจจุบันธนาคารกลางของทุกประเทศดำเนินนโยบายการเงินโดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ โดยอาจมีกรอบของนโยบายที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับระบบและสภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ สำหรับประเทศไทย เครื่องมือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ในการตัดสินด้านนโยบายการเงิน มีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และการดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม

ข้อดีของการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ถูกทาง

1) ลดภาษีนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศมากๆจะได้เกิดการจ้างงาน
2) ลดภาษื ค่าธรรมเนียม ค่าโอน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นการกระตุ้นให้มีการซื้อขายมากขึ้น
3) โครงการพัฒนาประเทศ ด้านสาธารณูปโภคทั้งหลาย ที่รัฐลงทุน ล้วนแล้วก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งสิ้น
4) ลดช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย ให้เกิดความเป็นธรรม
5) นโยบายการคลังยืดหยุ่นกว่า เวลาเกิดวิกฤต เช่น แบงค์จะล้ม กรณีวิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ รัฐเข้าช่วยได้โดยให้เงินกู้
6) ในยามเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินฝืด รัฐสามารถกระตุ้นโดยใช้มาตรการได้ในวงกว้างกว่า เช่น การลดภาษี การจ้างงาน

วิธีแก้ปัญหาทางการเงินในครอบครัว

icomos-iclafi.org

หลายคนหลายครอบครัวมักต้องพบกับความรับผิดชอบที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวหลังจากแต่งงาน เพราะไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป หลายคนอาจยังต้องดูแลครอบครัว ทำให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงถือเป็นสิ่งสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรง ซึ่งบางครั้งเรื่องเงินอาจเป็นสาเหตุใหญ่นำไปสู่การหย่าร้างก็ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาเรื่องการเงินในครอบครัวเพื่อเป็นแนวทางการใช้ชีวิตคู่มากขึ้นสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

– รายได้น้อยนิดซึ่งทั้งคู่มักจะกดดันซึ่งกันและกัน ในเวลาที่ไม่สามารถหารายได้มากพอจะมาใช้ดูแลครอบครัวเพราะฉะนั้น ควรพยายามส่งเสริมให้กำลังใจกันและกันเช่นการเอื้ออาทร การเอาใจใส่ การเป็นกำลังใจให้กันและกันเมื่อเกิดวิกฤตปัญหาในครอบครัว

– ใช้จ่ายมากเกินตัว ซึ่งควรจะมีการวางแผนรายจ่ายของครอบครัวไว้เพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน อีกทั้งควรมีการวางแผนรายรับ รายจ่าย เพื่อให้มีเงินเก็บเหลือไว้ใช้ในยามจำเป็นด้วย

– หนี้สินท่วมท้นการใช้ชีวิตคู่ท่ามกลางหนี้สินมากมายนั้นจะก่อให้เกิดความเครียดและจะนำมาสู่การฟ้องร้องและสูญเสียทรัพย์สินดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงปัญหานี้เสียแต่แรก ด้วยการกำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตให้น้อยที่สุดและจะต้องปรึกษากันให้ดีก่อนจะตัดสินใจในการกู้เงิน

– ใครจะเป็นคนจ่ายส่วนไหนทั้งนี้ผู้ที่มีรายรับมากกว่าอาจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าจ่ายในส่วนที่มาก เพื่อทำให้ไม่เกิดปัญหาเงินไม่พอจ่าย โดยจะต้องตกลงกันด้วยความสมัครใจและพึ่งพอใจของทั้งสองฝ่าย

– ซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้จ่ายเงินจากบัญชีของแต่ละคนแล้ว จะต้องบอกกล่าวอีกฝ่ายให้รู้ เพื่อไม่ให้เกิดปัยหาตามมาในภายหลัง

ดังนั้นเรื่องเงินนับว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดในการใช้ชีวิตคู่เป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นตัวที่จะบ่งบอกว่าการใช้ชีวิตคู่จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะชีวิตคู่หลังแต่งงานนั้นจะต้องพบเจอปัญหาต่างๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงลูก ค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้นควรเติมความสุข โดยให้ความจริงใจ ซื่อสัตย์ เกื้อกูล ซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้ชีวิตคู่นั้นมีความสุขได้ในทุกๆวัน