Skip to content

วิธีการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารสามารถสร้างความแตกต่างในส่วนของผลกำไรที่ทำให้เพิ่มสูงขึ้นได้

ขึ้นชื่อว่าการกู้เงินจากธนาคารแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจ หลายคนมักจะส่ายหัวและภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขออย่าให้ธุรกิจของตนเองจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหรือต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากทางธนาคารเลย ซึ่งนั่นก็คือความเชื่อและความเข้าใจในอดีตที่ผ่านมาของสังคมไทย แต่ในยุคปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากแล้ว หลายบริษัทต่างพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารทั้งของทางภาครัฐและพาณิชย์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะหน้าใหม่ๆได้หลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการให้ผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าถ้าเทียบกันกับการใช้เงินลงทุนส่วนตัว โดยมีตัวอย่างแนวหลักการวิธีการคิดของการกู้ยืมเงินที่ทำให้ได้

จากหลักสมการของโมเดลการกู้เงินที่ได้เสนอไปทั้ง 3 ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าตามหลักการนี้วิธีที่หนึ่งที่ใช้เงินลงทุนของตัวเองทั้งหมดจะได้กำไรคิดเป็นตามเปอร์เซ็นต์ของผลประกอบการจริงซึ่งจากตัวอย่างจะได้กำไรเพียงแค่ 1,000 บาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ 10% เท่านั้น ส่วนวิธีที่สองที่ใช้การกู้ยืมเงินจากธนาคารเข้ามามีส่วนร่วมในเงินทุนด้วยแต่เป็นการกู้ยืมเงินในลักษณะที่ยังน้อยอยู่ ผลกำไรที่ได้เท่ากันกับวิธีที่หนึ่งเมื่อทำการหักอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารแล้วจะมีส่วนต่างของผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 12% และในส่วนสุดท้ายคือวิธีการที่สามที่ใช้เงินกู้จากธนาคารที่ค่อนข้างสูง คือใช้มากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนทั้งหมดแน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมก็จะพุ่งขึ้นสูงตามไปด้วย แต่พึงสังเกตว่าผลกำไรที่ได้ออกมาเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างทั้งสองก่อนหน้านี้ก็จะพบว่าจะมีเปอร์เซ็นที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าวิธีการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารสามารถสร้างความแตกต่างในส่วนของผลกำไรที่ทำให้เพิ่มสูงขึ้นได้จริง ดังนั้นจึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อยโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ๆ เพราะเป็นวิศวกรรมทางการเงินที่สามารถทำให้ผู้ประกอบการสามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าผู้ประกอบการมีความสนใจอยากที่นำวิธีการนี้นำไปใช้ปฏิบัติจริง สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยทำให้วิธีการนี้ได้ผลอย่างแท้จริง ก็คือต้องเริ่มจากการสร้างวินัยทางการเงินของตัวผู้ประกอบการเองก่อนจึงจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

ธนาคารพาณิชย์แหล่งเงินทุนที่สำคัญของผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ

การทำธุรกิจต้องอาศัยเงินลงทุนที่มาก ทำให้ผู้ต้องการประกอบธุรกิจไม่สามารถเริ่มลงทุนได้ ทำให้ต้องเก็บความคิดที่จะเริ่มทำธุรกิจไว้แต่ในความเป็นจริงแล้วธุรกิจหลายรูปแบบใช้เงินลงทุนในการตั้งกิจการไม่มากเลย จุดเริ่มต้นในการสร้างธุรกิจมาจากการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีและตรงความต้องการของลูกค้า มีแนวทางการบริหารและการตลาดที่แข็งแรง หลังจากมีแนวทางธุรกิจที่แข็งแรงแล้วจึงออกไปหาเงินทุนเพิ่มเพื่อต่อยอดธุรกิจ

เมื่อเริ่มมีแผนการตลาดแล้ว จึงค่อยหาทุนเพื่อการขยายกิจการและเร่งการผลิตเพื่อให้ทันกับคู่แข่ง แต่ด้วยธุรกิจที่ยังไม่เติบโตมาก จึงเป็นเรื่องที่ยากในการหาทุนจากการยื่นเสนอขายหุ้นในตลาด อย่างไรก็ตามยังมีแหล่งเงินทุนอีกมากมายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจให้เป็นจริง

ธนาคารเอกชนเป็นแหล่งที่ปรึกษาเงินทุนอันดับแรกๆของผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง เนื่องจากมีโปรโมชั่นออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ในการดำเนินการขอเงินทุนจากธนาคารก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธนาคารต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและโอกาสในการเติบโตของธุรกิจก่อนจึงจะอนุมัติ โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะมองจากประสบการณ์ของผู้กู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อเป็นหลักประกันว่าธุรกิจจะเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง ในบางธนาคารผู้ประกอบการจะต้องเสนอแผนธุรกิจที่ชัดเจน จุดมุ่งหมายของการขอสินเชื่อจากธนาคารคือช่วยให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมีความคล่องตัวนั่นเอง โดยธนาคารเหล่านี้จะได้กำไรจากการเก็บดอกเบี้ยจากผู้ขอสินเชื่อเป็นงวดๆ

เมื่อตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารแล้ว เราต้องศึกษาให้ละเอียดว่าธนาคารต้องการให้นำเสนออะไรบ้าง เช่น คนค้ำประกัน รูปแบบอาคาร แผนธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งการเตรียมการให้พร้อมก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคาร นอกจากนี้ธนาคารยังช่วยสนับสนุนช่วงการทำธุรกิจมากขึ้น โดยธนาคารเริ่มมีส่วนในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการมากขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ช่วยประคองให้กิจการมีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งช่วยจัดหาเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ ในบางครั้งธนาคารยังจัดกิจกรรมให้แก่ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจของเครือข่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าของธนาคารหรือไม่

การมองหาตัวช่วยสำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของธุรกิจ

สถาบันด้านการเงินและการธนาคารต่างๆได้พยายามใช้ทรัพยากรด้านบุคลากรที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยใช้เทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ตมาช่วยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถาบันด้านการเงินและการธนาคารในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอีเลิร์นนิ่ง หรือข้อมูลทางด้านบุคคลแบบออนไลน์ ตลอดจนกระบวนการดำเนินธุรกิจแบบดิจิตอลที่เป็นไปแบบอัตโนมัติ และออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการทำธุรกิจแบบเดิม มาเน้นบทบาททางด้านการให้การปรึกษา จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารแก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

สถาบันการเงินนับเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อให้กู้ยืม

เพื่อดำเนินกิจกรรมทางด้านธุรกรรม เป็นแหล่งสำคัญในการระดมเงินออมจากเอกชนและรัฐบาล และนำเงินทุนเหล่านั้นไปให้ธุรกิจเอกชนและรัฐบาลกู้ยืมไปลงทุน นอกจากนี้แล้วสถาบันการเงินยังช่วยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การสร้างทำลายเงิน การควบคุมปริมาณเงิน และการรักษาค่าของเงิน ซึ่งสถาบันการเงินมักจะให้ความสนใจต่อสถานะทางบัญชีของธุรกิจและระดับของการกู้ยืมเงินเป็นลำดับแรก เมื่อไรก็ตามที่สิ่งเหล่านี้ได้มีการทบทวนเรียบร้อยแล้ว สถาบันการเงินถึงจะเริ่มต้นพูดคุยกับธุรกิจในการวางแผนร่วมกัน

ผู้ให้คำปรึกษาด้านปัญหาทางการเงินจากองค์กรที่คิดค่าบริการบางแห่งอาจให้คำมั่นสัญญาว่าจะต่อรองหนี้สินจนกระทั่งธุรกิจสามารถพอที่จะชำระคืนเป็นรายเดือนได้ในที่สุด ซึ่งบางครั้งละเลยประเด็นในเรื่องของระยะเวลาการชำระเงินที่อาจต้องใช้ระยะเวลานาน และอาจต้องรับภาระดอกเบี้ยในอัตราสูงขึ้นด้วยได้ วิธีการนี้เป็นทางออกหนึ่งของการที่ธุรกิจจะไม่ต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย และเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการที่ช่วยประหยัดต้นทุนบางส่วนจากการที่ต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เจ้าหนี้เองก็จะสามารถได้รับมูลค่าหนี้สินคืนมามากกว่าที่เป็นอยู่ตามกระบวนการล้มละลายโดยทั่วไป การแก้ไขปัญหาหนี้สินธุรกิจบางรายโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมคงไม่สามารถดำเนินการได้เอง จำเป็นที่ธุรกิจจะต้องหาตัวช่วยในการดำเนินการ

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ

•  ธนาคารโลก
•  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
•  บริษัทการเงินระหว่างประเทศ
•  สมาคมเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ
•  ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ

ปัญหาการเงินทางเศรษฐกิจสินค้าและบริการของประเทศ

1

ระบบการเงินทั้งในส่วนของแบงก์ ตลาดเงิน ตลาดทุน และธุรกิจประกัน เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ที่พูดเช่นนี้เพราะว่า ภาคการเงินไม่เพียงแต่เป็นแหล่งสำคัญในการจ้างงาน ที่ให้ผลตอบแทนสูงกับประเทศเท่านั้น แต่ภาคดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญ เป็นตัวช่วย ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับประเทศ โดยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ เพิ่มเครื่องมือที่จะใช้บริหารความเสี่ยง และเป็นช่องทางจัดสรรเงินออมที่มีอยู่จำกัดในประเทศ และเงินที่ไหลเข้ามาจากต่างประเทศให้ไปยังภาคเศรษฐกิจที่เหมาะสม ที่จะเป็นอนาคตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมประเทศต่างๆ จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะพัฒนาภาคการเงินของตนให้มีประสิทธิภาพ มีความสมดุล มีเสถียรภาพ และพยายามแย่งชิงกัน ที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคของตน ดังเช่นกรณีของสิงคโปร์ ฮ่องกง อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน เป็นต้น

สำหรับไทย แม้เราจะพยายามพัฒนาระบบการเงินของประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อไปเทียบกับหลายๆ ประเทศแล้วยังพบว่า ระบบการเงินไทยยังอยู่ในระยะเบื้องต้น ที่ระบบและเครื่องมือต่างๆ ยังต้องพัฒนาอีกมาก อีกทั้งบางภาคส่วน เช่น ตลาดทุนไทยก็กำลังสูญเสียความน่าสนใจเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ปัญหาของระบบการเงินไทยไม่ใช่การจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินแข่งกับประเทศอื่นๆ (เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว ในแต่ละภูมิภาคคงมีศูนย์กลางทางการเงินได้ไม่กี่แห่ง ถ้ามัวแต่ไปมุ่งหวังตรงนั้น ก็จะกลายเป็นการเพ้อฝันไป) ประเด็นจริงๆ อยู่ที่ว่า เราจะพัฒนาให้ระบบการเงินไทยสามารถให้บริการแก่ประชาชนอย่างดียิ่งได้อย่างไร ซึ่งมีอยู่ 3-4 ด้านที่เราต้องเร่งรีบแก้ไข คือ ต้นทุนด้านการเงินที่ยังอยู่ในระดับที่สูง เห็นได้จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่สูง ตลาดทุนเองก็ยังลึกไม่เพียงพอ ทำให้ต้นทุนในการระดมเงินของภาคเอกชน และต้นทุนการซื้อขายตราสารต่างๆ ยังอยู่ในระดับที่สูงเช่นกัน ความไม่ครบถ้วนของเครื่องมือที่จะใช้ในการบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน ในส่วนนี้ เห็นได้ชัดว่าเครื่องมือต่างๆที่ภาคเอกชนและภาคครัวเรือน จะใช้ในการบริหารความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ สุขภาพ การเกษียณอายุ และการประกันภัยต่างๆ แม้จะพอมีบ้าง ก็ยังขาดอีกมาก อีกทั้งทางเลือกในการลงทุนก็มีอยู่จำกัด การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ผู้ที่ใช้บริการทางการเงินในระดับล่าง ในต่างจังหวัดและในชนบท รวมถึงวิสาหกิจขนาดเล็ก ยังไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการทางการเงิน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเรื่องของรายได้ที่คนในชนบทมีรายได้ไม่มากนัก จากการขาดความรู้ทางการเงิน จากการขาดสินทรัพย์ค้ำประกัน และบัญชีที่น่าเชื่อถือ ทำให้บริการทางการเงินส่วนมากอยู่เฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพ หัวเมืองใหญ่ และบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น

บริการด้านแหล่งเงินทุนที่ควรรู้

การเริ่มต้นทำธุรกิจเงินทุนถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จำเป็นต้องใช้ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ สำหรับนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับอีกหลายคนที่ไม่เป็นเช่นนั้นก็จำต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อกู้ยืม ทั้งนี้จะแนะนำแหล่งเงินทุนต่างๆให้ได้รู้จัก

1.ครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อน ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีที่สุด เพราะด้วยความคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้ไม่ต้องวิ่งวุ่นหาหลักประกันหรือคนค้ำสัญญาให้วุ่นวาย ระยะเวลาดำเนินการก็สั้นอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียก็อาจจะน้อยกว่าการกู้จากแหล่งอื่นๆ ทั้งยังสามารถขอยืดระยะเวลาปลอดหนี้ไปได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการกู้เงินลงทุนจากที่อื่น

2.เครดิตการ์ด มีประโยชน์มากโดยเฉพาะในเรื่องการจัดการกระแสเงินสดในระหว่างการทำธุรกิจ เช่น ถ้าสั่งซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายแล้วใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินก็จะสามารถยืดระยะเวลาชำระเงินไปได้อีก ถ้าวงเงินที่ต้องชำระไม่พอ ก็อาจจะใช้วิธีเปิดบัตรเครดิตมากกว่าหนึ่งใบก็ได้

3.สถาบันทางการเงิน เช่น ธนาคาร เป็นแหล่งเงินกู้ที่นักธุรกิจรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะให้วงเงินในการกู้ยืมที่ค่อนข้างสูงอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมกว่าแหล่งอื่นๆ แต่ละธนาคารต่างก็สนใจระบายเงินฝากที่มีมากโดยออกมาในรูปแบบสินเชื่อต่างๆ ที่กำลังมีบทบาทมากในวงการธุรกิจ อย่างเช่น สินเชื่อ SMEs

4.ลิสซิ่ง มีประโยชน์มากในกรณีที่ต้องการอุปกรณ์ทางธุรกิจต่างๆ เช่น เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ เพื่อมาใช้สอยในการประกอบการ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินส่วนที่จะเอาไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อมาซื้อ

5.เงินกู้นอกระบบ การพิจารณาจะรวดเร็วและสะดวกกว่าการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงิน แต่ข้อเสียจะเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก ดังนั้นจึงควรพิจารณาทางเลือกนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการหาแหล่งเงินทุน

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปหาเงินทุนจากแหล่งเงินทุนไหนควรจะคิดให้รอบคอบ เพราะแต่ละแห่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันซึ่งควรจะเตรียมตัวให้พร้อมโดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและจัดทำแผนธุรกิจที่น่าเชื่อถือ