Skip to content

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินคงคลัง

เงินคงคลัง นับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการสภาพคล่องของรัฐบาล

นอกเหนือไปจากการกู้เงินทั้งด้วยการออกตั๋วเงินคลังและการออกพันธบัตรของรัฐบาล ทั้งนี้แม้เงินคงคลังจะไม่ใช่กลไกด้านนโยบายหลักที่ขับเคลื่อนการใช้จ่ายของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่การมีเงินคงคลังในระดับที่เพียงพอก็ย่อมสร้างเสริมความมั่นใจได้ว่ารัฐบาลยังมีเครื่องมือไว้ดูแลในกรณีที่มีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนให้ต้องใช้จ่ายเงิน อันรวมถึงความสามารถในการหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของหน่วยงานภาครัฐ ยิ่งหากเงินคงคลังปรับเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้นก็อาจสะท้อนได้ถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวในเกณฑ์ค่อนข้างดี

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเงินคงคลังขึ้นอยู่กับทั้งรายได้และรายจ่ายที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ ทำให้ต้องยอมรับว่า คงเป็นการยากที่จะชี้ชัดว่าระดับเงินคงคลังที่ควรจะมีในมือเพื่อบริหารกระแสเงินสดระยะสั้นของรัฐบาลในแต่ละประเทศควรจะอยู่ที่ระดับใด อย่างไรก็ดีหากมีเงินคงคลังในระดับที่มากพอก็คงจะเป็นเครื่องเสริมความเชื่อมั่นได้ว่าหากสภาวะทางเศรษฐกิจเผชิญเหตุไม่คาดคิด รัฐบาลก็ยังมีเงินในมือสำหรับการดำเนินนโยบายเพื่อประคองสถานการณ์ไปได้

หากนำเงินคงคลังไปลงทุนไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ก็จะส่งผลกระทบด้านความมั่นคงทางการเงิน ยิ่งมองถึงปรัชญาของเงินคงคลังแล้ว ส่วนใหญ่มาจากรายได้แผ่นดินประเภทภาษีอากร ทั้งภาษีทางตรงและทางอ้อม แล้วรัฐบาลก็นำส่วนนั้นมาเป็นงบประมาณรายจ่าย หากเหลือก็นำมาใส่บัญชีเงินคงคลังเอาไว้ ฉะนั้นการที่ประชาชนเสียภาษีให้รัฐก็เพื่อเอาไปจัดทำงบประมาณใช้ในการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เสียภาษีให้รัฐเอาไปลงทุนที่มีความเสี่ยง

การเพิ่มขึ้นของเงินคงคลัง

เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีงบประมาณ นอกเหนือจากนั้นก็ยังน่าจะขึ้นอยู่กับอีกหลายเหตุผลไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่แวดล้อมไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีสภาพคล่องในมือในปริมาณที่ค่อนข้างสูงกว่าช่วงเวลาอื่นๆ โดยเปรียบเทียบกระบวนการจัดทำและเบิกใช้งบประมาณ ที่จังหวะเวลาถูกเลื่อนไปจากปฏิทินปกติในช่วงที่ประเทศมีปัญหาทางการเมือง การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักทำได้ตามเป้าหรือเกินเป้าหมาย ตลอดจนการตั้งรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังตั้งแต่ปีงบประมาณที่อาจมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงเงินคงคลังได้เช่นกัน

ปัญหาก็ลุกลามสู่ภาคการเงิน นักลงทุนและประชาชนไม่มั่นใจต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน

สถานการณ์วิกฤตการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนน่าจะยืดเยื้อไปอีกนานพอสมควร ประชาคมอาเซียนและไทยต้องเตรียมรับผลกระทบให้ดีและน่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เดิมยุโรปมีปัญหาหนี้สาธารณะอยู่แล้วเมื่อเทียบกับขนาดของระบบเศรษฐกิจหรือจีดีพีก็อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อเกิดปัญหาสินเชื่อซับไพร์มและวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ยุโรปก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหา จึงส่งผลทำให้หนี้สาธารณะก็พอกพูนขึ้นเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประเทศที่มีวิกฤติหนักอย่างเช่น กรีซ สเปน อิตาลี

แล้วปัญหาก็ลุกลามสู่ภาคการเงิน นักลงทุนและประชาชนไม่มั่นใจต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน แห่ไปถอนเงินฝาก ขณะเดียวกันสถาบันการเงินด้วยกันเองก็หยุดปล่อยกู้และชะลอการทำธุรกรรมต่อกัน เงินไหลออกจากระบบสถาบันการเงินจนเกิดปัญหาสภาพคล่องและสถาบันการเงินล้มละลายได้ ความกลัวอีกประการหนึ่ง ก็คือ กลัวกรีซไม่ได้รับเงินช่วยเหลือแล้วเข้าสู่ภาวะล้มละลาย และต้องออกจากระบบยูโรโซน ความกลัวนี้พุ่งสูงสุดก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่ หรือ New Democracy ชนะการเลือกตั้งแม้นไม่เด็ดขาด แต่ก็ทำให้ตลาดการเงิน นักลงทุน เจ้าหนี้ทั้งหลายเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่กรีซจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยมาตรการรัดเข็มขัด

อย่างไรก็ตามผลการเลือกตั้งของกรีซที่ผ่านมาอย่างมากที่สุดเป็นเพียงการถอดชนวนไม่ให้เกิดวิกฤติเฉียบพลันเฉพาะหน้าเพียงชั่วคราวเท่านั้น อย่างกรีซก็จะมีเงินชำระหนี้ในเดือนกรกฎาคม 4,000 ล้านยูโร เดือนสิงหาคม 5,434 ล้านยูโร ปัญหาของกรีซ ปัญหาของกลุ่มยูโรโซน ที่ปะทุขึ้นจึงเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง และปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การลดผลกระทบของวิกฤติหนี้สินยุโรป สิ่งที่ประชาคมอาเซียนและไทยสามารถทำได้ทันทีเลย คือ การกระตุ้นภาคการบริโภคและภาคลงทุนด้วยมาตรการคลังและมาตรการทางการเงิน

ความไม่เชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินนำมาสู่การแห่ถอนเงินฝาก ข่าวลือเรื่องแบงก์ล้มในสเปนและกรีซจึงเกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนปั่นป่วน กดดันให้ราคาทองคำและราคาน้ำมันปรับตัวลง แนวทางแก้ไขที่ต้องดำเนินการทันทีก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปยังสถาบันการเงินในประเทศอื่นๆ ในยูโรโซน คือ การค้ำประกันเงินฝากเพื่อหยุดการไหลออกของเงินออกจากระบบธนาคาร ต้องมีการอัดฉีดสภาพคล่องและเงินทุนให้กับสถาบันการเงินทั้งหลายในอียูที่มีปัญหา หยุดภาวะล้มละลายของสถาบันการเงินบางแห่ง ในอีกด้านหนึ่งต้องป้องกันไม่ให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนขนานใหญ่ออกจากประเทศที่มีปัญหามากไปสู่ประเทศที่มีปัญหาน้อย หรือจากยูโรโซนออกไปสู่ภายนอก หากปล่อยให้ปัญหาลุกลามจะทำให้บริษัทดีๆ กิจการดีๆ ย่ำแย่ไปด้วย

วิธีการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารสามารถสร้างความแตกต่างในส่วนของผลกำไรที่ทำให้เพิ่มสูงขึ้นได้

ขึ้นชื่อว่าการกู้เงินจากธนาคารแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจ หลายคนมักจะส่ายหัวและภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขออย่าให้ธุรกิจของตนเองจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหรือต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากทางธนาคารเลย ซึ่งนั่นก็คือความเชื่อและความเข้าใจในอดีตที่ผ่านมาของสังคมไทย แต่ในยุคปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากแล้ว หลายบริษัทต่างพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารทั้งของทางภาครัฐและพาณิชย์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะหน้าใหม่ๆได้หลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการให้ผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าถ้าเทียบกันกับการใช้เงินลงทุนส่วนตัว โดยมีตัวอย่างแนวหลักการวิธีการคิดของการกู้ยืมเงินที่ทำให้ได้

จากหลักสมการของโมเดลการกู้เงินที่ได้เสนอไปทั้ง 3 ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าตามหลักการนี้วิธีที่หนึ่งที่ใช้เงินลงทุนของตัวเองทั้งหมดจะได้กำไรคิดเป็นตามเปอร์เซ็นต์ของผลประกอบการจริงซึ่งจากตัวอย่างจะได้กำไรเพียงแค่ 1,000 บาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ 10% เท่านั้น ส่วนวิธีที่สองที่ใช้การกู้ยืมเงินจากธนาคารเข้ามามีส่วนร่วมในเงินทุนด้วยแต่เป็นการกู้ยืมเงินในลักษณะที่ยังน้อยอยู่ ผลกำไรที่ได้เท่ากันกับวิธีที่หนึ่งเมื่อทำการหักอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารแล้วจะมีส่วนต่างของผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 12% และในส่วนสุดท้ายคือวิธีการที่สามที่ใช้เงินกู้จากธนาคารที่ค่อนข้างสูง คือใช้มากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนทั้งหมดแน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมก็จะพุ่งขึ้นสูงตามไปด้วย แต่พึงสังเกตว่าผลกำไรที่ได้ออกมาเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างทั้งสองก่อนหน้านี้ก็จะพบว่าจะมีเปอร์เซ็นที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าวิธีการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารสามารถสร้างความแตกต่างในส่วนของผลกำไรที่ทำให้เพิ่มสูงขึ้นได้จริง ดังนั้นจึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อยโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ๆ เพราะเป็นวิศวกรรมทางการเงินที่สามารถทำให้ผู้ประกอบการสามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าผู้ประกอบการมีความสนใจอยากที่นำวิธีการนี้นำไปใช้ปฏิบัติจริง สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยทำให้วิธีการนี้ได้ผลอย่างแท้จริง ก็คือต้องเริ่มจากการสร้างวินัยทางการเงินของตัวผู้ประกอบการเองก่อนจึงจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

ธนาคารพาณิชย์แหล่งเงินทุนที่สำคัญของผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ

การทำธุรกิจต้องอาศัยเงินลงทุนที่มาก ทำให้ผู้ต้องการประกอบธุรกิจไม่สามารถเริ่มลงทุนได้ ทำให้ต้องเก็บความคิดที่จะเริ่มทำธุรกิจไว้แต่ในความเป็นจริงแล้วธุรกิจหลายรูปแบบใช้เงินลงทุนในการตั้งกิจการไม่มากเลย จุดเริ่มต้นในการสร้างธุรกิจมาจากการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีและตรงความต้องการของลูกค้า มีแนวทางการบริหารและการตลาดที่แข็งแรง หลังจากมีแนวทางธุรกิจที่แข็งแรงแล้วจึงออกไปหาเงินทุนเพิ่มเพื่อต่อยอดธุรกิจ

เมื่อเริ่มมีแผนการตลาดแล้ว จึงค่อยหาทุนเพื่อการขยายกิจการและเร่งการผลิตเพื่อให้ทันกับคู่แข่ง แต่ด้วยธุรกิจที่ยังไม่เติบโตมาก จึงเป็นเรื่องที่ยากในการหาทุนจากการยื่นเสนอขายหุ้นในตลาด อย่างไรก็ตามยังมีแหล่งเงินทุนอีกมากมายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจให้เป็นจริง

ธนาคารเอกชนเป็นแหล่งที่ปรึกษาเงินทุนอันดับแรกๆของผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง เนื่องจากมีโปรโมชั่นออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ในการดำเนินการขอเงินทุนจากธนาคารก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธนาคารต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและโอกาสในการเติบโตของธุรกิจก่อนจึงจะอนุมัติ โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะมองจากประสบการณ์ของผู้กู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อเป็นหลักประกันว่าธุรกิจจะเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง ในบางธนาคารผู้ประกอบการจะต้องเสนอแผนธุรกิจที่ชัดเจน จุดมุ่งหมายของการขอสินเชื่อจากธนาคารคือช่วยให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมีความคล่องตัวนั่นเอง โดยธนาคารเหล่านี้จะได้กำไรจากการเก็บดอกเบี้ยจากผู้ขอสินเชื่อเป็นงวดๆ

เมื่อตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารแล้ว เราต้องศึกษาให้ละเอียดว่าธนาคารต้องการให้นำเสนออะไรบ้าง เช่น คนค้ำประกัน รูปแบบอาคาร แผนธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งการเตรียมการให้พร้อมก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคาร นอกจากนี้ธนาคารยังช่วยสนับสนุนช่วงการทำธุรกิจมากขึ้น โดยธนาคารเริ่มมีส่วนในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการมากขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ช่วยประคองให้กิจการมีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งช่วยจัดหาเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ ในบางครั้งธนาคารยังจัดกิจกรรมให้แก่ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจของเครือข่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าของธนาคารหรือไม่

การมองหาตัวช่วยสำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของธุรกิจ

สถาบันด้านการเงินและการธนาคารต่างๆได้พยายามใช้ทรัพยากรด้านบุคลากรที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยใช้เทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ตมาช่วยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถาบันด้านการเงินและการธนาคารในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอีเลิร์นนิ่ง หรือข้อมูลทางด้านบุคคลแบบออนไลน์ ตลอดจนกระบวนการดำเนินธุรกิจแบบดิจิตอลที่เป็นไปแบบอัตโนมัติ และออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการทำธุรกิจแบบเดิม มาเน้นบทบาททางด้านการให้การปรึกษา จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารแก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

สถาบันการเงินนับเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อให้กู้ยืม

เพื่อดำเนินกิจกรรมทางด้านธุรกรรม เป็นแหล่งสำคัญในการระดมเงินออมจากเอกชนและรัฐบาล และนำเงินทุนเหล่านั้นไปให้ธุรกิจเอกชนและรัฐบาลกู้ยืมไปลงทุน นอกจากนี้แล้วสถาบันการเงินยังช่วยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การสร้างทำลายเงิน การควบคุมปริมาณเงิน และการรักษาค่าของเงิน ซึ่งสถาบันการเงินมักจะให้ความสนใจต่อสถานะทางบัญชีของธุรกิจและระดับของการกู้ยืมเงินเป็นลำดับแรก เมื่อไรก็ตามที่สิ่งเหล่านี้ได้มีการทบทวนเรียบร้อยแล้ว สถาบันการเงินถึงจะเริ่มต้นพูดคุยกับธุรกิจในการวางแผนร่วมกัน

ผู้ให้คำปรึกษาด้านปัญหาทางการเงินจากองค์กรที่คิดค่าบริการบางแห่งอาจให้คำมั่นสัญญาว่าจะต่อรองหนี้สินจนกระทั่งธุรกิจสามารถพอที่จะชำระคืนเป็นรายเดือนได้ในที่สุด ซึ่งบางครั้งละเลยประเด็นในเรื่องของระยะเวลาการชำระเงินที่อาจต้องใช้ระยะเวลานาน และอาจต้องรับภาระดอกเบี้ยในอัตราสูงขึ้นด้วยได้ วิธีการนี้เป็นทางออกหนึ่งของการที่ธุรกิจจะไม่ต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย และเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการที่ช่วยประหยัดต้นทุนบางส่วนจากการที่ต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เจ้าหนี้เองก็จะสามารถได้รับมูลค่าหนี้สินคืนมามากกว่าที่เป็นอยู่ตามกระบวนการล้มละลายโดยทั่วไป การแก้ไขปัญหาหนี้สินธุรกิจบางรายโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมคงไม่สามารถดำเนินการได้เอง จำเป็นที่ธุรกิจจะต้องหาตัวช่วยในการดำเนินการ

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ

•  ธนาคารโลก
•  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
•  บริษัทการเงินระหว่างประเทศ
•  สมาคมเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ
•  ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ