Skip to content

.

.

.

.

ผลกระทบที่เกิดจากการขาดสภาพคล่อง

ผลกระทบที่เกิดจากการขาดสภาพคล่อง
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คือ ความเสี่ยงที่ธุรกิจมีแหล่งเงินทุนไม่เพียงพอในการชำระภาระผูกพันต่างๆ ตรงตามกำหนดเวลา ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ปกติ ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสองลักษณะคือ

  1. ความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดระยะสั้นนั่นคือ กิจการมีเงินสดไม่เพียงพอในการบริหารธุรกิจให้เป็นไปตามแผนงานระยะสั้น ไม่สามารถชำระภาระผูกพันต่างๆ ที่ครบกำหนด และไม่มีเงินสดเพียงพอในการรองรับเหตุฉุกเฉิน
  2. ความเสี่ยงด้านแหล่งเงินทุนระยะยาวกิจการอาจจะหาแหล่งเงินทุนเมื่อธุรกิจมีความต้องการไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดของเงื่อนไขและต้นทุนทางการเงินที่สูงเกินไป

กิจการขนาดเล็กมักจะเกิดปัญหาสภาพคล่องได้ง่ายกว่ากิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพราะมีเงินทุนของตัวเองค่อนข้างน้อย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการกู้ยืมจากสถาบันการเงินเนื่องด้วยมีความเสี่ยงทางธุรกิจสูง ฉะนั้น ผู้บริหารจึงต้องพึ่งพาตนเองให้มากเป็นพิเศษ

ผลกระทบที่เกิดจากการขาดสภาพคล่อง เมื่อกิจการมีอาการดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้น กระแสเงินสดหมุนเวียนไม่เพียงพอ กิจการย่อมไม่สามารถบริหารธุรกิจให้เป็นไปด้วยความราบรื่นได้ ไม่สามารถดำเนินการให้แผนการต่างๆ บรรลุเป้าหมาย ทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กิจการที่มีสภาพคล่องสูง จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า มีโอกาสในการทำกำไรมากขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่นทางการเงิน มีโอกาสในการขยายกิจการ หรือลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ กิจการที่มีสภาพคล่องต่ำ อาจจะซื้อสินค้าหรือบริการที่ต้องการไม่ได้ และไม่มีอำนาจในการต่อรองต่อคู่ค้า ตรงกันข้ามกับกิจการที่มีสภาพคล่องสูง สามารถใช้ความเชื่อถือจากเจ้าหนี้ในการยืดระยะเวลาชำระหนี้ ทำให้ประหยัดต้นทุนการกู้ยืม เพราะกิจการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้การค้า เมื่อมีอาการขาดสภาพคล่องแล้ว การกู้ยืมจากสถาบันการเงินจะทำได้ยากขึ้น เพราะธนาคารอาจจะขาดความเชื่อมั่นต่อความสามารถในชำระคืน หรือหากหาแหล่งเงินกู้ได้ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงมาก ทำให้ภาระหนี้ยิ่งสูงขึ้น ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ หากกิจการขาดสภาพคล่องยาวนาน ไม่สามารถชำระภาระผูกพันต่างๆตามกำหนดได้ จนผิดเงื่อนไขทางกฎหมาย ก็อาจนำไปสู่ภาวะล้มละลาย

วิธีการบริหารความเสี่ยงสภาพคล่อง

  1. จัดทำประมาณการกระแสเงินสด
  2. บริหารเงินทุนหมุนเวียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  3. จัดวงเงินสำหรับเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ เมื่อยอดขายเติบโตขึ้น
  4. เตรียมความพร้อมในการจัดหาแหล่งเงินทุน
  5. เตรียมเงินสำรองด้านสภาพคล่อง

ความผันผวนของตลาดการเงินโลก

ความผันผวนของตลาดการเงินโลก
ตลาดการเงินทั่วโลกกลับยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทั้งตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มเกิดความกังวล หากไล่มาดูประเด็นที่ทำให้ตลาดการเงินโลกปั่นป่วน

ประเด็นแรกคงต้องไปดูที่สถานการณ์การเลือกตั้งของประเทศกรีซ ซึ่งเป็นประเด็นที่จับตามองกันมาตั้งแต่ปลายปี 2557 แล้ว โดยหลังจากนายกรัฐมนตรีของกรีซได้ประกาศยุบสภา และเตรียมเลือกตั้งใหม่ในปลายเดือนมกราคม ทำให้นักลงทุนกังวลกันว่า หากฝ่ายค้านของกรีซนำโดยพรรคไซรีซ่า (Syriza) ซึ่งต่อต้านการอยู่ในกลุ่มยูโร เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง อาจจะทำให้มีการนำกรีซออกจากสหภาพยุโรป และก่อให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด

ประเด็นถัดมาที่ซ้ำเติมความผันผวนในตลาดโลก มาจากการที่ราคาน้ำมันดิบ ทั้ง WTI และ Brent ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนหลายคนกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนักเกือบ 10% ในตลาดหุ้นโลก และก่อให้เกิดแรงเทขายในหุ้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มพลังงานออกมาทั่วโลก แรงกระทบจากราคาน้ำมันที่ต่ำอีก จึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่าประเทศอื่น และอาจจะทำให้กลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งมีการค้าขายใกล้ชิดกับรัสเซีย ได้รับผลกระทบในเชิงลบไปด้วย

ประเด็นที่สาม ที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วน เป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางของสวิสเซอร์แลนด์ ได้ประกาศยกเลิกเพดานอัตราแลกเปลี่ยนเงินสวิสฟรังก์ กับเงินยูโรที่ระดับ 1.20 ฟรังก์ต่อยูโร ซึ่งได้กำหนดไว้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อป้องกันค่าเงินสวิสฟรังก์ไม่ให้แข็งค่ามากจนเกินไปจนเกิดภาวะเงินฝืด ส่งผลให้ค่าเงินฟรังก์สวิส แข็งค่าขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับเงินยูโรทันที และส่งผลให้ตลาดหุ้นของสวิสเซอร์แลนด์ปรับตัวลงอย่างแรง เนื่องจากนักลงทุนกังวลกันว่าบริษัทในสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ และมีการส่งออกเป็นจำนวนมาก จะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น และส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนด้วย

แนวโน้มการลงทุนในปี 2558 นี้น่าจะมีความผันผวนต่อเนื่องทั้งปี ผู้ลงทุนจึงต้องมีความสามารถที่จะยอมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น รวมถึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลของตลาดและติดตามสถานการณ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด

การเปลี่ยนแปลงในทั้งสามมิติกำลังทำให้ระบบการเงินโลกเดินออกจากระบบเดิม

01

ระบบการเงินโลกแบบปัจจุบันที่เน้นการทำงานของกลไกตลาดคงอยู่ต่อไป แต่การควบคุมดูแลโดยกฎระเบียบจะมีมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของระบบ แต่ตัวระบบเองก็กำลังมีการเปลี่ยนแปลง จากระบบเดิมที่เน้นความสำคัญของเงินสกุลเดียว คือ ดอลลาร์สหรัฐ และองค์กรอย่าง ไอเอ็มเอฟ ไปสู่ระบบการเงินที่มีความหลากหลายในหลายมิติ กล่าวคือ

หนึ่ง องค์กรการเงินที่มีหน้าที่สนับสนุนและสอดส่องดูแลการทำงานของระบบการเงินโลก มีความหลากหลายขึ้น ตัวอย่างล่าสุดของคือ การจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ที่จะทำหน้าที่คล้ายไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ชี้ให้เห็นว่าระบบการเงินโลกกำลังลดการพึ่งบทบาทขององค์กรเดิมๆ เช่น ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ไปสู่การเสริมให้มีทางเลือกมากขึ้น สำหรับประเทศต่างๆ ทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

มีความร่วมมือทางการเงินในระดับภูมิภาคมากขึ้น ทั้งเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น โครงการความร่วมมือในระดับภูมิภาคของเอเชีย คือ CMIM ที่ได้เขียนถึงอาทิตย์ที่แล้ว และการจัดตั้งธนาคารเพื่อส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในระดับภูมิภาค จุดเปลี่ยนแปลงก็คือ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา ได้มีการรวมตัวทางการเงินในระดับภูมิภาคมากขึ้น เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แทนที่จะพึ่งระบบหรือองค์กรในระดับ “โลก” อย่างเดียว

ความเป็นผู้นำของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะเงินสกุลหลักของโลก กำลังถูกท้าทาย ส่วนหนึ่งมาจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของสหรัฐเอง และอีกส่วนหนึ่งมาจากความเข้มแข็งของประเทศอื่นๆ ที่มีมากขึ้น เช่น จีน ทำให้การใช้สกุลเงินเพื่อการค้าและลงทุนในเศรษฐกิจโลกกำลังกลายมาเป็นระบบการใช้เงินหลายสกุล ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐสกุลเดียว มีการใช้เงินสกุลอื่น เช่น ยูโร และเงินหยวนของจีน เป็นทางเลือกนอกเหนือจากเงินดอลลาร์สหรัฐ

การเปลี่ยนแปลงในทั้งสามมิติ กำลังทำให้ระบบการเงินโลกเดินออกจากระบบเดิม ที่เน้นการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐและการทำหน้าที่ขององค์กรเดิมอย่างไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ในการกำกับดูแลและสนับสนุนเศรษฐกิจโลก มาเป็นระบบหลายมิติ ทั้งในแง่สกุลเงิน และความหลากหลายขององค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งดี เพราะจะทำให้ประเทศต่างๆ มีทางเลือกมากขึ้น ไม่พึ่งพาองค์กรหรือเงินสกุลใดสกุลหนึ่งเป็นพิเศษ