Skip to content

การเปลี่ยนแปลงในทั้งสามมิติกำลังทำให้ระบบการเงินโลกเดินออกจากระบบเดิม

01

ระบบการเงินโลกแบบปัจจุบันที่เน้นการทำงานของกลไกตลาดคงอยู่ต่อไป แต่การควบคุมดูแลโดยกฎระเบียบจะมีมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของระบบ แต่ตัวระบบเองก็กำลังมีการเปลี่ยนแปลง จากระบบเดิมที่เน้นความสำคัญของเงินสกุลเดียว คือ ดอลลาร์สหรัฐ และองค์กรอย่าง ไอเอ็มเอฟ ไปสู่ระบบการเงินที่มีความหลากหลายในหลายมิติ กล่าวคือ

หนึ่ง องค์กรการเงินที่มีหน้าที่สนับสนุนและสอดส่องดูแลการทำงานของระบบการเงินโลก มีความหลากหลายขึ้น ตัวอย่างล่าสุดของคือ การจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ที่จะทำหน้าที่คล้ายไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ชี้ให้เห็นว่าระบบการเงินโลกกำลังลดการพึ่งบทบาทขององค์กรเดิมๆ เช่น ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ไปสู่การเสริมให้มีทางเลือกมากขึ้น สำหรับประเทศต่างๆ ทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

มีความร่วมมือทางการเงินในระดับภูมิภาคมากขึ้น ทั้งเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น โครงการความร่วมมือในระดับภูมิภาคของเอเชีย คือ CMIM ที่ได้เขียนถึงอาทิตย์ที่แล้ว และการจัดตั้งธนาคารเพื่อส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในระดับภูมิภาค จุดเปลี่ยนแปลงก็คือ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา ได้มีการรวมตัวทางการเงินในระดับภูมิภาคมากขึ้น เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แทนที่จะพึ่งระบบหรือองค์กรในระดับ “โลก” อย่างเดียว

ความเป็นผู้นำของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะเงินสกุลหลักของโลก กำลังถูกท้าทาย ส่วนหนึ่งมาจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของสหรัฐเอง และอีกส่วนหนึ่งมาจากความเข้มแข็งของประเทศอื่นๆ ที่มีมากขึ้น เช่น จีน ทำให้การใช้สกุลเงินเพื่อการค้าและลงทุนในเศรษฐกิจโลกกำลังกลายมาเป็นระบบการใช้เงินหลายสกุล ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐสกุลเดียว มีการใช้เงินสกุลอื่น เช่น ยูโร และเงินหยวนของจีน เป็นทางเลือกนอกเหนือจากเงินดอลลาร์สหรัฐ

การเปลี่ยนแปลงในทั้งสามมิติ กำลังทำให้ระบบการเงินโลกเดินออกจากระบบเดิม ที่เน้นการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐและการทำหน้าที่ขององค์กรเดิมอย่างไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ในการกำกับดูแลและสนับสนุนเศรษฐกิจโลก มาเป็นระบบหลายมิติ ทั้งในแง่สกุลเงิน และความหลากหลายขององค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งดี เพราะจะทำให้ประเทศต่างๆ มีทางเลือกมากขึ้น ไม่พึ่งพาองค์กรหรือเงินสกุลใดสกุลหนึ่งเป็นพิเศษ

ตลาดการเงินเริ่มกังวลสถานการณ์คลังของอิตาลีอย่างหนักในปัจจุบัน

1

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ความสนใจของคนไทยอยู่ที่เรื่องน้ำท่วมและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับเพิ่มขึ้นตลอดจนดูเหมือนว่า ถ้าใครไม่ได้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเงินโลก อาจจะคิดว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือวิกฤติการเงินโลกผ่อนคลายลงแล้ว แต่ในมุมมองของผม กลับพบว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง การประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปและการประชุมสุดยอดผู้นำ G-20 นั้นไม่ได้มีมาตรการที่แข็งกร้าวในการแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้สินยุโรปอันเป็นต้นตอสำคัญที่จะส่งผลลบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก โดยกลุ่มผู้นำที่ควรได้รับการตำหนิมากที่สุดคือ กลุ่มผู้นำยุโรปที่เป็นสมาชิกสกุลเงินยูโร 17 ประเทศ เพราะไม่ได้ผนึกกันเป็นหนึ่งเดียวในการแก้ปัญหา โดยผู้นำ EA แถลงว่าจะเพิ่มวงเงินในกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป ในวงเงิน 1 ล้านล้านยูโรจากวงเงินเดิมที่มีอยู่ 4.4 แสนล้านยูโร โดยวงเงินที่เพิ่มประมาณ 5.6 แสนล้านยูโรนั้นจะมาจากกลุ่มประเทศ BRICS

โดยที่ผู้นำประเทศ BRICS ไม่ได้รู้เรื่องมาก่อนเลยว่าจะต้องเป็นแหล่งเงินทุนในการแก้ไขปัญหายุโรป มิหนำซ้ำก่อนหน้านั้น มีการโยนหินถามทางไปยังประเทศจีนว่าจะมาลงทุนในพันธบัตร EFSF จนนายกรัฐมนตรีจีน ต้องออกมาระบุว่าให้ยุโรปกลับไปจัดการปัญหาในบ้านของตนให้เรียบร้อยก่อนอย่างไรก็ตาม ผู้นำ BRICS โดยเฉพาะจีนและรัสเซียสนใจจะเพิ่มทุนและสิทธิออกเสียงในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่ได้รับการขัดขวางจากสหรัฐอเมริกา เพราะไม่ต้องการให้อิทธิพลของจีนแผ่ขยายไปมากกว่านี้ แม้ว่าหลังจากประชุมสุดยอดผู้นำ นายกรัฐมนตรีกรีซและอิตาลีจะลาออกและเปิดทางให้ ขุนนางนักวิชาการ มากู้ชาติแทน แต่ดูเหมือนว่า ขุนนางนักวิชาการ 2 ท่าน คือ ศาสตราจารย์ ลูคัส ปาปาเดมอส และนายมาริโอ มอนติ อาจจะจะไม่สามารถกู้ชาติกรีซและอิตาลี ตามลำดับ ให้กลับขึ้นมาได้ในเร็ววัน ตลาดการเงินเริ่มกังวลสถานการณ์คลังของอิตาลีอย่างหนักโดยหลังจากที่อิตาลีได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และมีออกจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ย. 54 พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ที่ 6.29 % สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งๆที่การออกจำหน่ายพันธบัตรในมูลค่า 3 พันล้านยูโรนั้นมีแรงซื้อจากธนาคารกลางยุโรป เป็นแรงสำคัญ แต่ดูเหมือนว่าตลาดการเงินจะเริ่มประเมินความเสี่ยงอิตาลีนั้นมีอยู่สูงจึงเรียกร้องผลตอบแทนในระดับสูง

วิธีเบื้องต้นในการชำระหนี้ เมื่อธุรกิจถึงทางตัน

เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญในการค้าขาย หากขาดสิ่งนี้ไปอาจทำให้กิจการล้มเหลวหรือหยุดชะงักได้ ทำให้ผู้ค้าขายจำเป็นต้องอาศัยการกู้ยืมเงินเพื่อต่อลมหายใจให้ธุรกิจ แต่อย่าลืมว่าหากกู้เงินมาแล้ว ทางเจ้าของกิจการไม่สามารถบริหารการเงินได้ อาจทำให้จากเจ้าของกิจการต้องกลายเป็นลูกหนี้ในทันที ดังนั้นวิธีการจัดการหนี้ที่ได้ผลดี มีดังนี้

1.อาศัยการเจรจา โดยผู้ประกอบการต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลของการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้นการเจรจาพูดคุยขอประนอมหนี้จึงเป็นวิธีการอย่างแรกที่ควรจะต้องกระทำมากที่สุด เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการยืดเวลาการชำระหนี้ออกไป หรือลดจำนวนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะส่ง

2.ยอมรับและเสียค่าปรับในอัตราที่กำหนด คือหนึ่งในวิธีการที่สามารถพึงกระทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ค่าปรับที่ใช้คิดสำหรับการผิดนัดชำระเงินมักจะคิดในอัตราที่ค่อนข้างสูงมาก

3.ยื่นความจำนงส่งดอกเบี้ยทดแทนเงินต้น ผู้ประกอบการก็สามารถยื่นความจำนงไปยังสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เพื่อขอเจรจาส่งดอกเบี้ยทดแทนเงินต้นที่ต้องชำระไปก่อนก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากทางฝั่งเจ้าหนี้ด้วยวิธีการนี้จึงจะได้ผล

4.ขอยืดเวลาการชำระหนี้ เป็นหนึ่งในวิธีการที่ได้รับความนิยมมาก โดยผู้ประกอบการจะต้องเข้าไปดำเนินการเจรจากับเจ้าหนี้ด้วยตนเองเพื่อขอให้เขายืดเวลาการชำระหนี้ของผู้ประกอบการให้ยาวนานขึ้น ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับโครงสร้างหนี้ของตนเองให้มีสภาพคล่องมากขึ้นได้

5.การรีไฟแนนซ์ สัญญาการกู้เงินฉบับปัจจุบันที่ค่อนข้างจะรัดตัวมากเกินไป การรีไฟแนนซ์จึงเป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ โดยผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาทางเลือกของข้อเสนอทางการเงินที่ดีขึ้นกว่าสัญญาฉบับปัจจุบัน แล้วจึงเลือกทำข้อตกลงกับข้อเสนอที่ดีที่สุดโดยขอให้ผู้ประกอบการเลือกพิจารณาในข้อเสนอที่จะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้

6.ยื่นข้อแลกเปลี่ยนด้วยหุ้นของบริษัท โดยทั้งนี้ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้จะเป็นผู้พิจารณาดูเองว่าการเข้ามาถือหุ้นธุรกิจในบริษัทของผู้ประกอบการนั้นมันคุ้มค่ากับเงินกู้ที่เขาได้เสียไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ผู้ประกอบการจึงควรต้องยื่นขอเสนอในเรื่องการแลกเปลี่ยนหุ้นเพื่อชดเชยหนี้สิน

ท้ายที่สุดแล้วหากกิจการไม่สามารถเดินต่อไปได้ การปิดกิจการแล้วนำทรัพย์สินออกมาขายทอดตลาดดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ส่วนใหญ่วิธีนี้จะเป็นวิธีสุดท้ายที่ผู้ประกอบการจะทำ เนื่องจากได้มีการวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนที่จะทำการกู้ ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนทางการกู้ที่ดีก่อนจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง

ปัญหาทางการเงินส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์สินค้าและบริการมากมาย

1

การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนี้ทำให้บริษัทวาณิชธนกิจหรือบรรษัทเงินทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปต้องขาดทุน และล้มละลาย เช่น กลุ่มบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสี่ของสหรัฐอเมริกา มีอายุเก่าแก่ถึง 158 ปี เป็นเจ้าของธนาคารและสถาบันการเงินประเภทต่างๆที่เป็นนายหน้ารายหลักของการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน บริษัทมีการลงทุนทั่วโลกทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนและยังเป็นนายหน้ารายใหญ่ในตลาดอนุพันธ์ ในตลาดการเงินต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งมีบริษัทบัตรเครดิต American Express ซึ่งมีสาขาทั่วโลกทั้งที่ลอนดอน โตเกียว กลุ่มบริษัทเลห์แมนบราเธอร์ส มีขนาดทางธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2007และมีประมาณการรายได้สุทธิของปี 2007 อยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินทรัพย์ของบริษัท ณ สิ้นปี 2007 อยู่ที่ 691 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า 26,000 คน และเคยผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ตลอดทั้ง 150 กว่าปีของการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ต้องมาล้มละลายลงเนื่องจากบริษัทในเครือ BNC Mortgage ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าสินเชื่อซับไพรม์และเกิดปัญหาหนี้เสียมหาศาลจนต้องปิดกิจการ ทำให้บริษัทขาดทุนประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทขาดความเชื่อมั่นและเกิดความเสียหายลุกลามต่อเนื่องไปจนถึงบริษัทแม่

ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2008 กลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์สมียอดขาดทุนถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้บริษัทต้องขายสินทรัพย์ออกไปถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หุ้นของบริษัทมีมูลค่าลดลงถึงร้อยละ 73 และมีแนวโน้มจะลดลงต่อไปเรื่อยๆและในที่สุดบริษัทต้องขอความคุ้มครองตามมาตรา 11 ของกฎหมายการเงินสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้บริษัทที่มีปัญหาทางการเงิน ประกาศขอล้มละลาย และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อีก 2 แห่ง ได้แก่ Merrill Lynch และ American International Group (AIG) และต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระทบถึงสถาบันการเงินทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อซับไพรม์มากเกินไปจนเกิดหนี้สูญจำนวนมหาศาล รวมทั้งสถาบันการเงินอื่นๆในต่างประเทศที่ร่วมลงทุนในตราสารอนุพันธ์ซีดีเอส ส่งผลทำให้สถาบันการเงินของโลกต้อง ได้รับผลกระทบประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ขาดความมั่นคงและต้องปิดกิจการ ทางภาครัฐบาลร่วมกับธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องนำเงินงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐที่ทำหน้าที่ให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น Fannie Mae and Freddie Mac บริษัทประกัน American International Group (AIG) มูลค่าการช่วยเหลือสถาบันการเงินในเบื้องต้นประมาณ 11 ล้านล้านบาท ซึ่งมีขนาดมากกว่า GDP ของประเทศไทย ทั้งนี้ไม่สามารถช่วยสถาบันการเงินได้ทั้งหมด

นโยบายการเงินเพื่อดูแลสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยถือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด

ดังนั้นอัตราเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่แล้วจะถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก และหากพิจารณาถึงการนโยบายการเงินในปัจจุบันของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือ ญี่ปุ่น เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้ต่างก็ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงจนเข้าใกล้ศูนย์ พร้อมๆกับการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย และด้วยความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยระดับใกล้ศูนย์ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ อาจส่งผลให้มีเงินไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูดกว่า

นับเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญนโยบายหนึ่งในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายที่ใช้ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของประเทศโดยมีเป้าหมายสูงสุด คือการสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ธนาคารกลางหรือเจ้าหน้าที่ทางการเงินของประเทศจะมีการนำเครื่องมือของนโยบายการเงินในลักษณะต่างๆมาใช้ ทั้งนี้เพื่อทำให้ปริมาณเงินมีขนาดพอเหมาะกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาโดยไม่เกิดความผันผวนมากจนเกินไป ซึ่งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยเครื่องมือของนโยบายการเงิน

นโยบายการเงิน เป็นการกำหนดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจหรือการดูแลสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจให้มีความเหมาะสมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายดังกล่าว คือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ซึ่งในปัจจุบันธนาคารกลางของทุกประเทศดำเนินนโยบายการเงินโดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ โดยอาจมีกรอบของนโยบายที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับระบบและสภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ สำหรับประเทศไทย เครื่องมือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ในการตัดสินด้านนโยบายการเงิน มีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และการดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม

ข้อดีของการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ถูกทาง

1) ลดภาษีนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศมากๆจะได้เกิดการจ้างงาน
2) ลดภาษื ค่าธรรมเนียม ค่าโอน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นการกระตุ้นให้มีการซื้อขายมากขึ้น
3) โครงการพัฒนาประเทศ ด้านสาธารณูปโภคทั้งหลาย ที่รัฐลงทุน ล้วนแล้วก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งสิ้น
4) ลดช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย ให้เกิดความเป็นธรรม
5) นโยบายการคลังยืดหยุ่นกว่า เวลาเกิดวิกฤต เช่น แบงค์จะล้ม กรณีวิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ รัฐเข้าช่วยได้โดยให้เงินกู้
6) ในยามเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินฝืด รัฐสามารถกระตุ้นโดยใช้มาตรการได้ในวงกว้างกว่า เช่น การลดภาษี การจ้างงาน