Skip to content

นโยบายการเงินเพื่อดูแลสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยถือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด

ดังนั้นอัตราเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่แล้วจะถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก และหากพิจารณาถึงการนโยบายการเงินในปัจจุบันของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือ ญี่ปุ่น เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้ต่างก็ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงจนเข้าใกล้ศูนย์ พร้อมๆกับการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย และด้วยความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยระดับใกล้ศูนย์ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ อาจส่งผลให้มีเงินไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูดกว่า

นับเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญนโยบายหนึ่งในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายที่ใช้ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของประเทศโดยมีเป้าหมายสูงสุด คือการสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ธนาคารกลางหรือเจ้าหน้าที่ทางการเงินของประเทศจะมีการนำเครื่องมือของนโยบายการเงินในลักษณะต่างๆมาใช้ ทั้งนี้เพื่อทำให้ปริมาณเงินมีขนาดพอเหมาะกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาโดยไม่เกิดความผันผวนมากจนเกินไป ซึ่งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยเครื่องมือของนโยบายการเงิน

นโยบายการเงิน เป็นการกำหนดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจหรือการดูแลสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจให้มีความเหมาะสมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายดังกล่าว คือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ซึ่งในปัจจุบันธนาคารกลางของทุกประเทศดำเนินนโยบายการเงินโดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ โดยอาจมีกรอบของนโยบายที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับระบบและสภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ สำหรับประเทศไทย เครื่องมือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ในการตัดสินด้านนโยบายการเงิน มีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และการดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม

ข้อดีของการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ถูกทาง

1) ลดภาษีนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศมากๆจะได้เกิดการจ้างงาน
2) ลดภาษื ค่าธรรมเนียม ค่าโอน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นการกระตุ้นให้มีการซื้อขายมากขึ้น
3) โครงการพัฒนาประเทศ ด้านสาธารณูปโภคทั้งหลาย ที่รัฐลงทุน ล้วนแล้วก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งสิ้น
4) ลดช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย ให้เกิดความเป็นธรรม
5) นโยบายการคลังยืดหยุ่นกว่า เวลาเกิดวิกฤต เช่น แบงค์จะล้ม กรณีวิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ รัฐเข้าช่วยได้โดยให้เงินกู้
6) ในยามเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินฝืด รัฐสามารถกระตุ้นโดยใช้มาตรการได้ในวงกว้างกว่า เช่น การลดภาษี การจ้างงาน

วิธีแก้ปัญหาทางการเงินในครอบครัว

icomos-iclafi.org

หลายคนหลายครอบครัวมักต้องพบกับความรับผิดชอบที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวหลังจากแต่งงาน เพราะไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป หลายคนอาจยังต้องดูแลครอบครัว ทำให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงถือเป็นสิ่งสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรง ซึ่งบางครั้งเรื่องเงินอาจเป็นสาเหตุใหญ่นำไปสู่การหย่าร้างก็ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาเรื่องการเงินในครอบครัวเพื่อเป็นแนวทางการใช้ชีวิตคู่มากขึ้นสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

– รายได้น้อยนิดซึ่งทั้งคู่มักจะกดดันซึ่งกันและกัน ในเวลาที่ไม่สามารถหารายได้มากพอจะมาใช้ดูแลครอบครัวเพราะฉะนั้น ควรพยายามส่งเสริมให้กำลังใจกันและกันเช่นการเอื้ออาทร การเอาใจใส่ การเป็นกำลังใจให้กันและกันเมื่อเกิดวิกฤตปัญหาในครอบครัว

– ใช้จ่ายมากเกินตัว ซึ่งควรจะมีการวางแผนรายจ่ายของครอบครัวไว้เพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน อีกทั้งควรมีการวางแผนรายรับ รายจ่าย เพื่อให้มีเงินเก็บเหลือไว้ใช้ในยามจำเป็นด้วย

– หนี้สินท่วมท้นการใช้ชีวิตคู่ท่ามกลางหนี้สินมากมายนั้นจะก่อให้เกิดความเครียดและจะนำมาสู่การฟ้องร้องและสูญเสียทรัพย์สินดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงปัญหานี้เสียแต่แรก ด้วยการกำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตให้น้อยที่สุดและจะต้องปรึกษากันให้ดีก่อนจะตัดสินใจในการกู้เงิน

– ใครจะเป็นคนจ่ายส่วนไหนทั้งนี้ผู้ที่มีรายรับมากกว่าอาจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าจ่ายในส่วนที่มาก เพื่อทำให้ไม่เกิดปัญหาเงินไม่พอจ่าย โดยจะต้องตกลงกันด้วยความสมัครใจและพึ่งพอใจของทั้งสองฝ่าย

– ซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้จ่ายเงินจากบัญชีของแต่ละคนแล้ว จะต้องบอกกล่าวอีกฝ่ายให้รู้ เพื่อไม่ให้เกิดปัยหาตามมาในภายหลัง

ดังนั้นเรื่องเงินนับว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดในการใช้ชีวิตคู่เป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นตัวที่จะบ่งบอกว่าการใช้ชีวิตคู่จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะชีวิตคู่หลังแต่งงานนั้นจะต้องพบเจอปัญหาต่างๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงลูก ค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้นควรเติมความสุข โดยให้ความจริงใจ ซื่อสัตย์ เกื้อกูล ซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้ชีวิตคู่นั้นมีความสุขได้ในทุกๆวัน

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินคงคลัง

เงินคงคลัง นับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการสภาพคล่องของรัฐบาล

นอกเหนือไปจากการกู้เงินทั้งด้วยการออกตั๋วเงินคลังและการออกพันธบัตรของรัฐบาล ทั้งนี้แม้เงินคงคลังจะไม่ใช่กลไกด้านนโยบายหลักที่ขับเคลื่อนการใช้จ่ายของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่การมีเงินคงคลังในระดับที่เพียงพอก็ย่อมสร้างเสริมความมั่นใจได้ว่ารัฐบาลยังมีเครื่องมือไว้ดูแลในกรณีที่มีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนให้ต้องใช้จ่ายเงิน อันรวมถึงความสามารถในการหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของหน่วยงานภาครัฐ ยิ่งหากเงินคงคลังปรับเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้นก็อาจสะท้อนได้ถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวในเกณฑ์ค่อนข้างดี

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเงินคงคลังขึ้นอยู่กับทั้งรายได้และรายจ่ายที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ ทำให้ต้องยอมรับว่า คงเป็นการยากที่จะชี้ชัดว่าระดับเงินคงคลังที่ควรจะมีในมือเพื่อบริหารกระแสเงินสดระยะสั้นของรัฐบาลในแต่ละประเทศควรจะอยู่ที่ระดับใด อย่างไรก็ดีหากมีเงินคงคลังในระดับที่มากพอก็คงจะเป็นเครื่องเสริมความเชื่อมั่นได้ว่าหากสภาวะทางเศรษฐกิจเผชิญเหตุไม่คาดคิด รัฐบาลก็ยังมีเงินในมือสำหรับการดำเนินนโยบายเพื่อประคองสถานการณ์ไปได้

หากนำเงินคงคลังไปลงทุนไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ก็จะส่งผลกระทบด้านความมั่นคงทางการเงิน ยิ่งมองถึงปรัชญาของเงินคงคลังแล้ว ส่วนใหญ่มาจากรายได้แผ่นดินประเภทภาษีอากร ทั้งภาษีทางตรงและทางอ้อม แล้วรัฐบาลก็นำส่วนนั้นมาเป็นงบประมาณรายจ่าย หากเหลือก็นำมาใส่บัญชีเงินคงคลังเอาไว้ ฉะนั้นการที่ประชาชนเสียภาษีให้รัฐก็เพื่อเอาไปจัดทำงบประมาณใช้ในการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เสียภาษีให้รัฐเอาไปลงทุนที่มีความเสี่ยง

การเพิ่มขึ้นของเงินคงคลัง

เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีงบประมาณ นอกเหนือจากนั้นก็ยังน่าจะขึ้นอยู่กับอีกหลายเหตุผลไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่แวดล้อมไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีสภาพคล่องในมือในปริมาณที่ค่อนข้างสูงกว่าช่วงเวลาอื่นๆ โดยเปรียบเทียบกระบวนการจัดทำและเบิกใช้งบประมาณ ที่จังหวะเวลาถูกเลื่อนไปจากปฏิทินปกติในช่วงที่ประเทศมีปัญหาทางการเมือง การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักทำได้ตามเป้าหรือเกินเป้าหมาย ตลอดจนการตั้งรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังตั้งแต่ปีงบประมาณที่อาจมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงเงินคงคลังได้เช่นกัน

ปัญหาก็ลุกลามสู่ภาคการเงิน นักลงทุนและประชาชนไม่มั่นใจต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน

สถานการณ์วิกฤตการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนน่าจะยืดเยื้อไปอีกนานพอสมควร ประชาคมอาเซียนและไทยต้องเตรียมรับผลกระทบให้ดีและน่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เดิมยุโรปมีปัญหาหนี้สาธารณะอยู่แล้วเมื่อเทียบกับขนาดของระบบเศรษฐกิจหรือจีดีพีก็อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อเกิดปัญหาสินเชื่อซับไพร์มและวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ยุโรปก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหา จึงส่งผลทำให้หนี้สาธารณะก็พอกพูนขึ้นเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประเทศที่มีวิกฤติหนักอย่างเช่น กรีซ สเปน อิตาลี

แล้วปัญหาก็ลุกลามสู่ภาคการเงิน นักลงทุนและประชาชนไม่มั่นใจต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน แห่ไปถอนเงินฝาก ขณะเดียวกันสถาบันการเงินด้วยกันเองก็หยุดปล่อยกู้และชะลอการทำธุรกรรมต่อกัน เงินไหลออกจากระบบสถาบันการเงินจนเกิดปัญหาสภาพคล่องและสถาบันการเงินล้มละลายได้ ความกลัวอีกประการหนึ่ง ก็คือ กลัวกรีซไม่ได้รับเงินช่วยเหลือแล้วเข้าสู่ภาวะล้มละลาย และต้องออกจากระบบยูโรโซน ความกลัวนี้พุ่งสูงสุดก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่ หรือ New Democracy ชนะการเลือกตั้งแม้นไม่เด็ดขาด แต่ก็ทำให้ตลาดการเงิน นักลงทุน เจ้าหนี้ทั้งหลายเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่กรีซจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยมาตรการรัดเข็มขัด

อย่างไรก็ตามผลการเลือกตั้งของกรีซที่ผ่านมาอย่างมากที่สุดเป็นเพียงการถอดชนวนไม่ให้เกิดวิกฤติเฉียบพลันเฉพาะหน้าเพียงชั่วคราวเท่านั้น อย่างกรีซก็จะมีเงินชำระหนี้ในเดือนกรกฎาคม 4,000 ล้านยูโร เดือนสิงหาคม 5,434 ล้านยูโร ปัญหาของกรีซ ปัญหาของกลุ่มยูโรโซน ที่ปะทุขึ้นจึงเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง และปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การลดผลกระทบของวิกฤติหนี้สินยุโรป สิ่งที่ประชาคมอาเซียนและไทยสามารถทำได้ทันทีเลย คือ การกระตุ้นภาคการบริโภคและภาคลงทุนด้วยมาตรการคลังและมาตรการทางการเงิน

ความไม่เชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินนำมาสู่การแห่ถอนเงินฝาก ข่าวลือเรื่องแบงก์ล้มในสเปนและกรีซจึงเกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนปั่นป่วน กดดันให้ราคาทองคำและราคาน้ำมันปรับตัวลง แนวทางแก้ไขที่ต้องดำเนินการทันทีก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปยังสถาบันการเงินในประเทศอื่นๆ ในยูโรโซน คือ การค้ำประกันเงินฝากเพื่อหยุดการไหลออกของเงินออกจากระบบธนาคาร ต้องมีการอัดฉีดสภาพคล่องและเงินทุนให้กับสถาบันการเงินทั้งหลายในอียูที่มีปัญหา หยุดภาวะล้มละลายของสถาบันการเงินบางแห่ง ในอีกด้านหนึ่งต้องป้องกันไม่ให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนขนานใหญ่ออกจากประเทศที่มีปัญหามากไปสู่ประเทศที่มีปัญหาน้อย หรือจากยูโรโซนออกไปสู่ภายนอก หากปล่อยให้ปัญหาลุกลามจะทำให้บริษัทดีๆ กิจการดีๆ ย่ำแย่ไปด้วย

วิธีการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารสามารถสร้างความแตกต่างในส่วนของผลกำไรที่ทำให้เพิ่มสูงขึ้นได้

ขึ้นชื่อว่าการกู้เงินจากธนาคารแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจ หลายคนมักจะส่ายหัวและภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขออย่าให้ธุรกิจของตนเองจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหรือต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากทางธนาคารเลย ซึ่งนั่นก็คือความเชื่อและความเข้าใจในอดีตที่ผ่านมาของสังคมไทย แต่ในยุคปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากแล้ว หลายบริษัทต่างพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารทั้งของทางภาครัฐและพาณิชย์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะหน้าใหม่ๆได้หลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการให้ผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าถ้าเทียบกันกับการใช้เงินลงทุนส่วนตัว โดยมีตัวอย่างแนวหลักการวิธีการคิดของการกู้ยืมเงินที่ทำให้ได้

จากหลักสมการของโมเดลการกู้เงินที่ได้เสนอไปทั้ง 3 ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าตามหลักการนี้วิธีที่หนึ่งที่ใช้เงินลงทุนของตัวเองทั้งหมดจะได้กำไรคิดเป็นตามเปอร์เซ็นต์ของผลประกอบการจริงซึ่งจากตัวอย่างจะได้กำไรเพียงแค่ 1,000 บาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ 10% เท่านั้น ส่วนวิธีที่สองที่ใช้การกู้ยืมเงินจากธนาคารเข้ามามีส่วนร่วมในเงินทุนด้วยแต่เป็นการกู้ยืมเงินในลักษณะที่ยังน้อยอยู่ ผลกำไรที่ได้เท่ากันกับวิธีที่หนึ่งเมื่อทำการหักอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารแล้วจะมีส่วนต่างของผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 12% และในส่วนสุดท้ายคือวิธีการที่สามที่ใช้เงินกู้จากธนาคารที่ค่อนข้างสูง คือใช้มากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนทั้งหมดแน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมก็จะพุ่งขึ้นสูงตามไปด้วย แต่พึงสังเกตว่าผลกำไรที่ได้ออกมาเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างทั้งสองก่อนหน้านี้ก็จะพบว่าจะมีเปอร์เซ็นที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าวิธีการกู้ยืมเงินจากทางธนาคารสามารถสร้างความแตกต่างในส่วนของผลกำไรที่ทำให้เพิ่มสูงขึ้นได้จริง ดังนั้นจึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อยโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ๆ เพราะเป็นวิศวกรรมทางการเงินที่สามารถทำให้ผู้ประกอบการสามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าผู้ประกอบการมีความสนใจอยากที่นำวิธีการนี้นำไปใช้ปฏิบัติจริง สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยทำให้วิธีการนี้ได้ผลอย่างแท้จริง ก็คือต้องเริ่มจากการสร้างวินัยทางการเงินของตัวผู้ประกอบการเองก่อนจึงจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด